ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.)​ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 1/2566 เมื่อเร็วๆ นี้ ร่วมกับกรรมการสภาการศึกษา โดยมี ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นกรรมการและเลขานุการสภาการศึกษา ร่วมหารือแนวทางการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการสภาการศึกษา 9 คณะ เพื่อวางแผนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการศึกษาไทยในเวทีโลกเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยในยุคที่มีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ที่ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)

ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า ในปี 2565 IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษา ประเทศไทยมีอันดับด้านการศึกษาอยู่ในอันดับที่ 53 มีอันดับดีขึ้น 3 อันดับ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2564 และอันดับดีที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นคณะกรรมการสภาการศึกษาจึงเร่งศึกษาแนวทางการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางการศึกษาของไทย ได้กำหนดกรอบแนวคิดไว้ 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. ยกระดับผลการประเมิน PISA เป้าหมายคือ เด็กไทยสามารถอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการศึกษามาใช้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพได้ 2.ยกระดับผลการจัด IMD เพื่อให้เด็กไทยทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาลดลง และการจัดการศึกษามีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น 3.ยกระดับผลการจัดอันดับ WEF โดยจัดการศึกษาให้สามารถผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และเด็กไทยทุกคนมีงานทำ มีทักษะที่ตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งนี้คณะกรรมการสภาการศึกษาจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยใช้จุดเน้นในการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเขาใจให้กลุ่มเป้าหมายและสร้าง Dash Board เพื่อการติดตามและปรับปรุงการดำเนินงานดังกล่าว

รมช.ศธ. กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการสภาการศึกษาได้จัดตั้งอนุกรรมการจำนวน 9 คณะ ได้แก่ 1.ด้านนโยบายและแผน 2.ด้านประเมินผลการจัดการศึกษา 3.ด้านกฎหมาย 4.ด้านมาตรฐานการศึกษา 5.ด้านเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 6.ด้านวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมด้านการศึกษา 7.ด้านคุณธรรมจริยธรรม จิตอาสาและสำนึกสาธารณะ 8.ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการศึกษาพิเศษ และ 9.ด้านอำนวยการ เพื่อรองรับการดำเนินงานตามนโยบายของคณะกรรมการสภาการศึกษา โดยในปี 2566 นี้ มีโครงการน่าสนใจ เช่น การขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านการศึกษาด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การพัฒนาครูและผู้ทำหน้าที่ครูทุกช่วงวัย การจัดประชุมสมัชชาการศึกษาระดับภูมิภาคและระดับชาติ สานพลังเครือข่ายร่วมก่อนถึงเวที “Educational Policy of Political Party for All : นโยบายการศึกษาที่ประเทศต้องการ” เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์พื้นที่และทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) มาเป็นปัจจัยเร่งความสำเร็จของการสร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แท้จริงต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมร่วมรับฟังรายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 2565 ซึ่งพบว่าสถานการณ์โควิด-19 เป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและกระทบต่อประสิทธิภาพในการเรียนรู้ สกศ. จึงได้กำหนดประเด็นนำเสนอคือ “การฟื้นฟูการเรียนรู้และการเร่งรัดประสิทธิผลของการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา” โดยเสนอให้ส่งเสริมเด็กด้วย Growth Mindset เพื่อให้มีวิธีคิดที่เชื่อว่าทุกคนสามารถพัฒนาได้เสมอเมื่อมีการฝึกฝน อีกทั้งควรเชื่อมต่อโลกแห่งการเรียนรู้สู่โลกแห่งการทำงาน (School to work Transition)ที่จะช่วยให้ระบบการศึกษามีความยืดหยุ่นและสามารถต่อยอดความถนัดของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ