เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 23 ก.พ. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร (สปภ.กทม.) ในกิจกรรมผู้ว่าสัญจรฯ สำนัก ร่วมกับคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารสำนัก สปภ. ว่า สำนักนี้เป็นสำนักที่มีความสำคัญ เพราะว่ารับผิดชอบเกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆ และมีหน้าที่จิปาถะเยอะ ถ้าดูจากตัวเลขที่ช่วยเหลือประชาชนเฉลี่ยวันละ 150 เรื่อง เช่น จับงู จับตัวเงินตัวทอง ช่วยเหลือคนโดดตึก ไฟไหม้ รวมถึงอุบัติภัยต่างๆ

สำหรับปัญหาหลักๆ ที่พบ 1.อัตรากำลัง ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีอัตรากำลังเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพออัตราว่างมีจำนวนมาก รวมทั้งอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับอัตราของเมืองตามมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ปัจจุบัน สปภ.กทม. มีเจ้าหน้าที่อยู่ 2,000 คน มี อปพร. 60,000 คน มีอาสาสมัครตามมูลนิธิต่างๆ 7,000 คน หลังจากนี้คงต้องมีการทำงานร่วมมือกันให้เกิดประสิทธิภาพของ 3 หน่วยงาน เช่น จัดการอบรมร่วมกันเพื่อให้กำลังพลทั้ง 3 ส่วนงานนี้ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและต้องมีการวางแผนระยะยาว

2.เรื่องอุปกรณ์และเครื่องมือ ปัจจุบันวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเกินกว่า 50% ชำรุดเสื่อมสภาพที่ใช้งานได้ก็ไม่สมบูรณ์ 100% ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาหนักมาก เช่น รถดับเพลิง มีจำนวน 840 คัน ก็เสียอยู่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งเสียหายตั้งแต่สมัยรับโอนมาจากตำรวจหรือจากการจัดซื้อครั้งใหญ่ ซึ่งจากสภาพที่ดูก็เสียหายครึ่งหนึ่ง ส่วนรถที่มีบันไดสูงต่างๆ ใช้งานไม่ได้ หลักการก็คงต้องพยายามจัดหาเพิ่มเข้ามา อย่างเช่นปีนี้ก็จะมีการจัดหารถกู้ภัยเข้ามาเพิ่มเติมอีก 15 คัน
ส่วนอีกประเด็นที่เป็นเรื่องใหญ่นั่นก็คือรถที่ยังจอดค้างอยู่ใน บริษัท นามยง เทอร์มินัล ซึ่งเป็นเรื่องค้างตั้งแต่สมัยที่มีการจัดซื้อรถดับเพลิงครั้งที่แล้ว ซึ่งก็มีปัญหาเรื่องค่าที่จอดรถมูลค่าเป็นพันล้านขณะนี้เรื่องยังอยู่ในศาล โดยรถยังค้างอยู่มีจำนวน 139 คัน ซึ่งเป็นรถเก่าประมาณ 10 กว่าปี ซึ่งยังอยู่ในการพิจารณาของศาลว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ที่ยังขาดอยู่ ก็มีอยู่ในแผนที่ต้องดำเนินการจัดซื้อเพิ่มได้ย้ำในเรื่องความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องที่ 3 คือ เรื่องของสถานที่ เรามีสถานีดับเพลิงหลัก 37 แห่ง และมีสถานีย่อย 11 แห่ง แต่ถือว่าการกระจายตัวยังไม่ดี 1 สถานี เราให้บริการประมาณ 32 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นการดูแลพื้นที่มากกว่าในเมืองใหญ่ หลายเมืองทั่วโลก จึงต้องมีการพยายามปรับปรุงและเพิ่มจำนวน ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้มีการเพิ่มสถานีขึ้นมาอีก 4 สถานี และมีการปรับปรุงสถานีเก่าให้ดีขึ้นอีก 8 สถานี รวมทั้งยังมีโครงการทำศูนย์ฝึกอบรม เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อมต่างๆ ทั้งในการอบรมบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ ให้มีความเป็นเนื้อเดียวกัน และอาจให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมในระดับภูมิภาค เบื้องต้นได้มีการปรึกษากับทาง ปภ. เพื่อดำเนินการจัดทำศูนย์อบรมแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ ได้มีการย้ำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุโดยเร็วไม่เกิน 8 นาที สำหรับในเขตเมือง ส่วนถ้าอยู่รอบนอกคงจะเป็นเรื่องของระยะทาง แต่ได้ย้ำให้ไปถึงที่เกิดเหตุให้เร็ว

นายธีรยุทธ ภูมิภักดิ์ ผอ.สปภ.กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับรถดับเพลิงที่ทางกรุงเทพฯ ได้จัดซื้อมาตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งหมดนั้นเข้ามาจากต่างประเทศ 2 ส่วน โดยส่วนแรกจำนวน 176 คันได้นำออกมาซ่อมใช้แล้ว ส่วนที่จอดไว้ บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำนวน 139 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างฟ้องร้องคิดค่าจอด ขณะนี้อยู่ระหว่างรอศาลฎีกาตัดสิน ถึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้
นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากรถที่ยังอยู่ในระหว่างคดีมีอายุกว่า 10 ปี จึงเป็นเรื่องที่กังวลถึงสภาพของรถหากจะนำกลับมาใช้งานนั้น ดังนั้น จึงต้องคิดให้รอบคอบอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
ด้าน น.ส.ทวิดา กมลเวช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการปรับเบี้ยเสี่ยงภัยให้กับเจ้าหน้าที่ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทบทวนอยู่ว่าจะทำอย่างไร ให้เหมาะสมและปรับให้เสมอกันกับการเสี่ยงภัยและงานที่มีความเสี่ยงทางด้านต่างๆ

จากนั้นนายชัชชาติ ได้รับประทานอาหารร่วมกับบุคลากรของ สปภ.กทม. 7 ราย ประกอบด้วย 1. นางสาวสุทธดา บัวศรี หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักงานเลขานุการ 2. นายภุชพงศ์ สัญญโชติ หัวหน้าสถานีดับเพลิงและกู้ภัยลาดยาว ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมกู้ภัยในเขตเมืองแห่งชาติ หรือ USAR Thailand ที่ได้เข้าร่วมภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่สาธารณรัฐตุรกี เมื่อวันที่ 9-18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
3. นายไพจิตร คำคม หัวหน้าสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางกะปิ 4. พันจ่าอากาศโท สมบูรณ์ แสงแก้ว หัวหน้าสถานีดับเพลิงและกู้ภัยลาดพร้าว 5. นายพุทธิอาจ หงษ์ชูเวช หัวหน้าสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางรัก ซึ่งเป็นหนึ่งในทีม USAR Thailand ชุดที่ 2 ที่เตรียมพร้อมเพื่อร่วมภารกิจที่ตุรกีหากมีการขอรับการสนับสนุนเข้ามาอีกครั้ง 6. นายพัทธนันท์ ชูดวง หัวหน้ากลุ่มงานวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย และ 7. นางสาวสุรดี ไวยโอรส พนักงานขับรถยนต์ ส 1

และยังได้สอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ขณะปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ตุรกี กับนายภุชพงศ์ รวมถึงได้มีการพูดคุย สอบถามสารทุกข์สุกดิบ รับฟังปัญหาอุปสรรคในการทำงานเพื่อนำไปแก้ไข และให้กำลังใจในการทำงานแก่บุคลากรท่านอื่น ๆ ที่ร่วมโต๊ะด้วย.



