สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ว่า สมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) มีมติในการประชุม เมื่อวันพฤหัสบดี ด้วยเสียงข้างมาก 141 เสียง สนับสนุนมติเรียกร้อง “สันติภาพที่ครอบคลุมและยั่งยืน” ในยูเครน การสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน และเรียกร้องการถอนทหารของรัสเซีย นับตั้งแต่เข้าไปปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565


ทั้งนี้ 6 ประเทศออกเสียงคัดค้าน ได้แก่ รัสเซีย เบลารุส เกาหลีเหนือ เอริเทรีย มาลี นิการากัว และซีเรีย ขณะที่ 32 ประเทศงดออกเสียง รวมถึงจีน อินเดีย และแอฟริกาใต้ และที่เหลืออีก 14 ประเทศไม่เข้าร่วมการประชุม


ในส่วนของการลงมติโดย 10 ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) นั้น มีเพียงลาวและเวียดนามที่งดออกเสียง อีก 8 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา บรูไน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา และไทย ออกเสียงสนับสนุน


แม้การลงมติของยูเอ็นจีเอ ไม่ว่าเกี่ยวกับเรื่องใดก็ตาม ไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการดำเนินการซึ่งถือกันว่า มีน้ำหนักมากในทางการทูต นายวาสซิลี เนเบนเซีย เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ ประณามตะวันตกใช้ยูเครนเป็น “เครื่องสังเวย” เพื่อปรับเปลี่ยนโลกให้มีแนวคิดตามที่ตัวเองต้องการ “เพื่อรักษาความเป็นเจ้าโลก”


ขณะที่นายไต้ ปิง อัครราชทูตจีนประจำยูเอ็น กล่าวว่า ความขัดแย้งในยูเครนผ่านพ้นมานาน 1 ปีแล้ว และกำลังล่วงเข้าสู่ปีที่สอง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือตัวอย่างชัดเจนว่า “การส่งมอบอาวุธไม่ได้ช่วยสร้างสันติภาพ” ในทางตรงกันข้าม การทำเช่นนี้คือการสุมไฟความขัดแย้งให้ลุกลามและขยายวงกว้าง และทำให้ประชาชนทั่วไปต้องเป็นผู้รับเคราะห์


ด้านนายเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ วิจารณ์การออกเสียงของจีนว่า แม้ในทางทฤษฎีถือว่า “เป็นการไม่เลือกข้าง” แต่เมื่อประเมินจากสถานการณ์ตามความเป็นจริง รัฐบาลปักกิ่ง “เลือกแล้วว่าจะอยู่ข้างไหน”


อนึ่ง มติที่มีผลผูกพันในทางกฎหมายระหว่างประเทศ คือมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่ประชุมแทบไม่สามารถออกมติใดได้มากนัก ยิ่งตอกย้ำความเห็นต่างระหว่าง 5 ประเทศสมาชิกถาวร ซึ่งมีอำนาจวีโต้ ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย จีน สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส.

เครดิตภาพ : AFP