เมื่อวันที่ 1 มี.ค.นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีโรงเรียนนราทร กทม.แจ้งยกเลิกกิจการกะทันหันส่งผลให้นักเรียนได้รับผลกระทบกว่า 500 คนว่า กรณีที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นของการกยกเลิกกิจการแบบกระชั้นชิดทำให้นักเรียนได้รับผลกระทบหาที่เรียนใหม่ไม่ทัน อีกการยกเลิกกิจการกะทันหันของโรงเรียนแห่งนี้ไม่เป็นไปตามระเบียบของกฎหมายโรงเรียนเอกชนที่จะต้องแจ้งยกเลิกกิจการให้ผู้ปกครองรับทราบล่วงหน้า 120 วันก่อนวันสิ้นปีการศึกษา แต่กรณีนี้กฎหมายได้ยืดหยุ่นให้ว่าหากยื่นปิดกิจการกะทันหันแบบนี้สามารถพิจารณาได้ เพราะจะดูเหตุผลของโรงเรียนเอกชนว่าสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรือไม่  ซึ่งขณะนี้สช.ยังไม่ได้อนุญาตให้โรงเรียนนราทรยกเลิกกิจการ แต่เมื่อ สช.ได้พิจารณาจากเอกสารทั้งหมดของโรงเรียนแล้วหากจะให้เปิดกิจการต่อไปคงไม่ได้คุณภาพต่อผู้เรียน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้หลังจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองถึงกรณีดังกล่าว โดยน.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับให้สช.จัดหาที่เรียนให้แก่เด็กจะต้องไม่มีเด็กตกค้างหรือไม่มีที่เรียนให้อย่างเด็ดขาด โดยขณะนี้มีผู้ปกครองนักเรียนแจ้งความประสงค์ขอให้ สช.จัดหาที่เรียนใหม่ จำนวน 118 คน ซึ่งในจำนวนนี้ประสงค์จะไปโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โรงเรียนในสังกัดกทม.และโรงเรียนเอกชน ดังนั้นสช.ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังโรงเรียนปลายทางเพื่อให้พิจารณารับเด็กจากโรงเรียนนราทรเป็นกรณีพิเศษ นอกจากนี้สช.ยังได้ทำหนังสือแจ้งไปถึงโรงเรียนนราทรด้วยว่าผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อนจากการแจ้งยกเลิกกิจการกะทันหันอย่างไรบ้าง เพื่อให้โรงเรียนพิจารณาหาแนวทางเยียวยาช่วยเหลือ

“ผมได้หารือกับผู้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนนราทรแล้ว โดยสช.มีหนังสือแจ้งให้โรงเรียนพิจารณาแนวทางช่วยเหลือตามที่ผู้ปกครองร้องขอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าแรกเข้าเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน เพื่อให้ผู้บริหารโรงเรียนนำไปพิจารณา ขณะเดียวกันขอให้โรงเรียนทำความเข้าใจกับผู้ปกครองใหม่ด้วยว่า การแจ้งปิดกิจการในวันที่ 3 มี.ค.นี้ไม่ใช่เป็นการปิดโรงเรียนโดยไม่มีใครมาทำงานแล้วแต่โรงเรียนยังเปิดทำการอยู่ และผู้ปกครองสามารถไปขอหลักฐานการศึกษาได้ โดยโรงเรียนจะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ปกครองทุกคนด้วย  รวมถึงนักเรียนที่มีการค้างค่าเล่าเรียนจะต้องได้เข้าสอบทุกคน โรงเรียนห้ามนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นต่อร้องในการจำกัดสิทธิการสอบของเด็กอย่างเด็ดขาด” นายมณฑล กล่าวและว่า วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าโรงเรียนเอกชนจำนวนหนึ่งอาจจะต้องทยอยปิดกิจการไปเพราะขาดสภาพคล่องนั้น ที่ผ่านมา สช.พยายามหาทางช่วยเหลือมาโดยตลอด โดยเฉพาะการเสริมสภาพคล่องทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับประเด็นที่มีการพูดถึงมากอีกเรื่องหนึ่ง คือ การที่โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนต้องการย้ายกลับมาอยู่กับ สช.หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไปรวมอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษานั้น เรื่องนี้หากเป็นความต้องการของโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนจริง ๆ สช.เองก็ยินดี แต่จะต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน เพื่อรองรับก่อน.