สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ว่า สำนักข่าวแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน พร้อมใจกันเสนอรายงาน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ ยืนยันการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระดับทวิภาคี ให้กลับคืนสู่ความเป็นปกติ โดยทั้งสองประเทศจะแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไปประจำการยังอีกประเทศหนึ่ง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนนับจากนี้

นายอาลี ชัมคานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน (คนขวา) สนทนากับนายมูซาอัด บิน โมฮัมเหม็ด อัล-ไอบัน ที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน


ขณะเดียวกัน สื่อของซาอุดีอาระเบียและอิหร่านรายงานตรงกันว่า รัฐบาลของทั้งสองประเทศเห็นพ้อง การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของอีกฝ่าย และการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน


การรายงานดังกล่าวเกิดขึ้น 4 วัน หลัง “การประชุมลับ” ที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างนายอาลี ชัมคานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน กับนายมูซาอัด บิน โมฮัมเหม็ด อัล-ไอบัน ที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย โดยมีนายหวัง อี้ ประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย


ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสามประเทศลงนามร่วมกันในข้อตกลง ที่เนื้อหาสำคัญนอกเหนือจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต คือ การรื้อฟื้นสนธิสัญญาความร่วมมือด้านความมั่นคง ฉบับปี 2544 ตลอดจนข้อตกลงความร่วมมือทางการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุน ที่เคยมีการระงับทั้งหมด

นายหวัง อี้ ประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (คนกลาง) ลงนามในข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน ร่วมกับนายอาลี ชัมคานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน และนายมูซาอัด บิน โมฮัมเหม็ด อัล-ไอบัน ที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน


ด้านนายหวังกล่าวว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย “คือชัยชนะของการเจรจาและสันติภาพ” จีนมีความยินดีกับทั้งสองประเทศอย่างจริงใจ “ที่ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด” รัฐบาลปักกิ่งให้ความสนับสนุนอิหร่านและซาอุดีอาระเบียอย่างเต็มที่ และจะร่วมแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์บนเวทีโลกต่อไป


ขณะที่นายจอห์น เคอร์บีย์ โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ กล่าวว่า แม้รัฐบาลวอชิงตันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาครั้งนี้ แต่ยืนยันว่า รัฐบาลริยาดคอยรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ และสหรัฐสนับสนุนการยุติสงครามกลางเมืองในเยเมน ด้วยกระบวนการอย่างสันติ


อนึ่ง ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านยุติความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อปี 2559 จากกรณีรัฐบาลริยาดประหารชีวิต “ชีค นิมร์ อัล-นิมร์” นักการศาสนาชาวชีอะห์ โทษฐานอยู่เบื้องหลัง การประท้วงต่อต้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ที่บานปลายเป็นการบุกเผาทำลายสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำกรุงเตหะราน

แม้หลังจากนั้น อิหร่านและซาอุดีอาระเบีย จัดการเจรจาร่วมกันหลายครั้ง โดยมีอิรักทำหน้าที่คนกลาง ทว่ายังไม่มีความคืบหน้ามากนัก และการประชุมชะงักไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา.

เครดิตภาพ : REUTERS