สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ว่า สำนักข่าวแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน พร้อมใจกันเสนอรายงาน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นแถลงการณ์ร่วมระหว่างรัฐบาลทั้งสองประเทศ ยืนยันการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระดับทวิภาคี ให้กลับคืนสู่ความเป็นปกติ โดยทั้งสองประเทศจะแต่งตั้งเอกอัครราชทูตไปประจำการยังอีกประเทศหนึ่ง ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือนนับจากนี้

ขณะเดียวกัน สื่อของซาอุดีอาระเบียและอิหร่านรายงานตรงกันว่า รัฐบาลของทั้งสองประเทศเห็นพ้อง การเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของอีกฝ่าย และการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน
Iran and Saudi Arabia agreed to re-establish relations after years of hostility that had threatened stability and security in the Gulf and helped fuel conflicts in the Middle East from Yemen to Syria https://t.co/2Vd2yWocr1 pic.twitter.com/iWoGkQEXtJ
— Reuters (@Reuters) March 11, 2023
การรายงานดังกล่าวเกิดขึ้น 4 วัน หลัง “การประชุมลับ” ที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างนายอาลี ชัมคานี เลขาธิการสภาความมั่นคงสูงสุดแห่งชาติของอิหร่าน กับนายมูซาอัด บิน โมฮัมเหม็ด อัล-ไอบัน ที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย โดยมีนายหวัง อี้ ประธานคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย
Joint Trilateral Statement by the Kingdom of #Saudi Arabia, the Islamic Republic of #Iran, and the People’s Republic of #China. pic.twitter.com/MyMkcGK2s0
— Foreign Ministry ???????? (@KSAmofaEN) March 10, 2023
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสามประเทศลงนามร่วมกันในข้อตกลง ที่เนื้อหาสำคัญนอกเหนือจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต คือ การรื้อฟื้นสนธิสัญญาความร่วมมือด้านความมั่นคง ฉบับปี 2544 ตลอดจนข้อตกลงความร่วมมือทางการค้า เศรษฐกิจ และการลงทุน ที่เคยมีการระงับทั้งหมด

ด้านนายหวังกล่าวว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบีย “คือชัยชนะของการเจรจาและสันติภาพ” จีนมีความยินดีกับทั้งสองประเทศอย่างจริงใจ “ที่ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด” รัฐบาลปักกิ่งให้ความสนับสนุนอิหร่านและซาอุดีอาระเบียอย่างเต็มที่ และจะร่วมแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์บนเวทีโลกต่อไป
ขณะที่นายจอห์น เคอร์บีย์ โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ กล่าวว่า แม้รัฐบาลวอชิงตันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเจรจาครั้งนี้ แต่ยืนยันว่า รัฐบาลริยาดคอยรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ และสหรัฐสนับสนุนการยุติสงครามกลางเมืองในเยเมน ด้วยกระบวนการอย่างสันติ
อนึ่ง ซาอุดีอาระเบียและอิหร่านยุติความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อปี 2559 จากกรณีรัฐบาลริยาดประหารชีวิต “ชีค นิมร์ อัล-นิมร์” นักการศาสนาชาวชีอะห์ โทษฐานอยู่เบื้องหลัง การประท้วงต่อต้านรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ที่บานปลายเป็นการบุกเผาทำลายสถานเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำกรุงเตหะราน
แม้หลังจากนั้น อิหร่านและซาอุดีอาระเบีย จัดการเจรจาร่วมกันหลายครั้ง โดยมีอิรักทำหน้าที่คนกลาง ทว่ายังไม่มีความคืบหน้ามากนัก และการประชุมชะงักไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา.
เครดิตภาพ : REUTERS



