เรียกว่าเป็นอีกคนที่มุ่งมั่นและไขว่คว้าทุกโอกาสในการเป็นศิลปิน สำหรับ แตงโม-สยาภา สิงห์ชู หรือ “แตงโม เดอะ วอยซ์ (THE VOICE)” สาวน้อยเสียงสวย ที่มีสไตล์การร้องโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเธอเริ่มต้นไล่ตามความฝันจากเวที “The Voice Kids” ซีซั่น 4 ก่อนร่วมเข้าแข่งขันใน “The Voice 2018” และสามารถทะลุถึงรอบสุดท้าย ล่าสุด แตงโม ได้ปล่อยผลงานใหม่ “รำเพยพิษ” จากการมาร่วมงานกับศิลปินกลุ่ม “ปาปากัมพ์ โปรเจคท์ (PAPAGUMP Project )” แถมตอกย้ำความเป็นตัวตนของเธอ ด้วยดนตรีแนววินเทจ ที่มาพร้อมความสละสลวยของเนื้อร้อง และความเศร้าที่บาดลึก วันนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” จึงไม่รอช้า ไปพูดคุยกับศิลปินสาว ทั้งการกลับมาทำงานเพลงครั้งนี้ รวมถึงเรื่องราวการไล่ตามฝันบนเส้นทางศิลปิน กับการที่เธอขอยืนหยัดความเป็นดนตรีแนววินเทจ ที่ไม่ซ้ำใคร โดยไม่ยอมให้ดนตรีกระแสนิยมเข้าเปลี่ยนแปลงตัวตนของเธอด้วย
แรงบันดาลใจของเพลง “รำเพยพิษ”
Q : ถามถึงแรงบันดาลใจของผลงานล่าสุด “รำเพยพิษ”?
แตงโม : จริง ๆ เพลงนี้อยู่ใน ‘ปาปากัมพ์ โปรเจคท์’ เป็นเพลงที่ 2 ของโปรเจคท์นี้ ต่อจากเพลงแรกคือ ‘นางครวญ’ ซึ่งทั้งอัลบั้มจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักที่ผิดหวัง คอนเซปต์ยึดเอาเวลาตั้งแต่ตะวันตกดิน คือเพลง ‘นางครวญ’ มาจนถึงเช้าของอีกวัน เป็นไทม์ไลน์ของอัลบั้มทั้งหมด ส่วนเพลง ‘รำเพยพิษ’ เนื้อหาเกี่ยวกับความรักของผู้หญิงคนนึงที่หลงกับคำหวานของผู้ชายที่เธอรัก เทิดทูนสุดหัวใจ จนสุดท้ายผิดหวังและก็เสียใจมาก เลยกลายเป็นชื่อเพลง ‘รำเพยพิษ’ ที่หอมหวาน แต่สุดท้ายก็เป็นพิษค่ะ

Q : มีส่วนร่วมหรือทำการบ้านในการมาร้องเพลงนี้ ยังไงบ้าง?
แตงโม : ตัวเนื้อเพลงหรือคอนเซปต์ โมไม่ได้เข้าไปดูแล เพราะมีทีมที่ดูแลและคงคอนเซปต์เล่าเรื่องความรักย้อนยุค แต่ว่าในส่วนของโมมีหน้าที่ในการตีความ ดีไซน์การร้อง การถ่ายทอด เพราะฉะนั้นเราเองก็ทำการบ้านเหมือนกัน คือหาเรฟเฟอเรนซ์ ไปดูหนัง ไปฟังตัวอย่างเพลงที่มีความไทย ๆ อยู่ในนั้นด้วยนิดหน่อย ซึ่งไม่ได้เป็นการไปลอกมา แต่เป็นการที่เราไปฟังแล้วอ่านเนื้อเพลง มาฟังซาวด์ดนตรีทั้งหมด และต้องมีภาพในหัว เพราะฉะนั้นภาพในหัวที่เราคิดมา คือเราต้องเล่าเรื่องผู้หญิงไทยคนนึง ที่รักผู้ชายมาก และผู้ชายก็พูดหวานมากและสุดท้ายก็เสียใจมาก คือมีความเป็นไทย และมีความเศร้าในการถ่ายทอดอารมณ์เพลงค่ะ
Q : ความยากในการทำงานเพลงนี้ ที่จะทำให้คนเข้าใจอารมณ์เพลงไทย ในยุคสมัยใหม่แบบนี้ คืออะไร?
แตงโม : ความยากมันคือการผสมสองอย่างที่มันคนละขั้วมาก ๆ เลยค่ะ มันมีความไทย เนื้อเพลงคือถ้าเด็กสมัยใหม่ฟังแล้วอาจเข้าถึงยาก เป็นบางคำที่เราเกิดมายังไม่เคยได้ยินเลย ต้องเปิดพจนานุกรมก็มี (ยิ้ม) สิ่งที่ต้องถ่ายทอดออกไป เนื่องจากคำยาก ดังนั้นอารมณ์ต้องจัด ไม่อย่างนั้นคนจะไม่รู้ว่าเราพูดถึงอะไร หนูเลยต้องตีความเพื่อให้ออกมาเป็นอารมณ์ที่คนฟังออกมาแล้วรู้ว่าตัวละครกำลังเศร้า กำลังหลง ความยากอีกอย่างเป็นเรื่องเฉพาะด้านของดนตรี เมโลดี้มีความยาก คนเขียนเมโลดี้ก็ช่างสรรหาเนอะ (ยิ้ม) มันเป็นโน้ตที่กระโดดมาก ตอนดีไซน์การร้องก็ทะเลาะกับตัวเองหนักมาก ว่าจะใช้ช่องไหนดี ดังนั้นก็ใช้เวลาเหมือนกัน ต้องประณีตนิดนึงค่ะ

Q : แล้วมาร่วมงานกับ “ปาปากัมพ์” ได้ยังไง และมีอะไรประทับใจเล่าให้ฟังบ้าง?
แตงโม : ต้องย้อนไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แตงโมไปเดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ และพี่ซอล ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ของโปรเจคท์นี้ เขาเป็นนักดนตรีในเดอะ วอยซ์ และเขาก็เห็นเราตั้งแต่ไปเดอะ วอยซ์ เราก็ทำผลงานเพลงประมาณนี้ คือแนวไทยโมเดิร์นมาตลอด พอมันมีโปรเจคท์นี้พี่ซอลก็นึกถึงเรา ก็ต้องขอบคุณพี่ซอลและทีมงาน และพี่ซอลเป็นอาจารย์ประจำคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่โมเรียนอยู่ด้วยค่ะ ซึ่งหลังโมจบจากเดอะ วอยซ์ ก็ยังไม่ได้เริ่มทำงานจริงจังในฐานะศิลปิน และยังไม่ได้ทำงานกับพี่ ๆ ที่เป็นมืออาชีพแบบนี้ ซึ่งพี่ ๆ ‘ปาปากัมพ์’ ก็ทำงานกับศิลปินมืออาชีพอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการทำงานของเขาก็จะจริงจังกว่า เป็นผู้ใหญ่กว่า ด้วยเรื่องวัยและประสบการณ์ด้วย เราเองก็ต้องปรับตัวตามและต้องคุยภาษาเดียวกับเขาให้ได้ และก็ได้เรียนรู้เยอะ ในขั้นตอนของการอัดเสียง จริง ๆ โมเพิ่งเคยเข้าไปอัดเพลงจริงจังแบบนี้ครั้งแรก เราก็รู้สึกมันดูดพลังงานเราเยอะมาก และพี่ ๆ โปรดิวเซอร์ก็ช่วยเราได้เยอะเหมือนกัน ก็ช่วยเป็นโค้ชบางอย่างที่เราไม่รู้ เราเป็นคนร้อง แต่คนฟังจะรู้ค่ะ เลยได้เป็นเพลงออกมาอย่างที่เห็นค่ะ
Q : อยากให้คนฟัง “รำเพยพิษ” ได้ความรู้สึก หรือจดจำเพลงนี้ยังไง?
แตงโม : โมรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ใหม่นะคะ ยังไม่เคยเห็นที่ไหนใช้เพลงยากขนาดนี้ แต่ดนตรีก็ป๊อปได้ขนาดนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่างน้อยถ้าจำอะไรไม่ได้ ก็จำว่าเป็นเพลงนึงที่ฟังยากมากเลยแล้วกัน (หัวเราะ) จำว่าเป็นเพลงที่คนเขียนคิดได้ยังไง เนื้อร้องมีคำแบบเอามาจากไหน ได้คำพวกนี้มายังไง และอยากให้จดจำในส่วนของการพยายามที่จะรวมสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว คือเราเป็นคนไทย แน่นอนว่าทุกคนมีเคมีความเป็นไทยอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นโมคิดว่าทุกคนน่าจะถูกโฉลกกับมัน และความเป็นไทยและป๊อปร่วมสมัย มันไปด้วยกันได้ค่ะ

Q : ได้ไปเช็กคอมเมนต์ใต้ MV เพลงนี้บ้างมั้ย เป็นยังไงบ้าง?
แตงโม : เช็กค่ะ อย่างที่บอก คนฟังไม่ออกก็มี (ยิ้ม) คนที่รู้สึกว่าทำไมมันเศร้า บาดใจได้ขนาดนี้ ทั้งดนตรีและคำ มันไปในทางเดียวกันหมด คนก็อินนะ
Q : ผลงานต่อไป วางแพลนว่าจะปล่อยเพลงอะไรต่อ?
แตงโม : ตอนนี้ทำเสร็จแล้วค่ะ ชื่อเพลงต่อไปคือ ‘กันยาพะวง’ ยังคงคอนเซปต์เดิม เป็นเรื่องราวรักช้ำ ๆ ของหญิงสาวคนนึง คำก็ยากเหมือนเดิม ซึ่งยังมีจุดแข็งของเราคือเรื่องคำ ก็ไม่รู้ว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย คือมันร้องยากมาก มันเหมือนเดิมเลย มีเรนจ์เสียงที่กว้าง สูงก็สูงมาก ต่ำก็ต่ำมาก มันน่าจะเป็นเพลงนึงที่อาจฟังแล้วสนุก ฟังตอนขับรถ หรือกล่อมตอนเข้านอนก็ได้ค่ะ แต่หลังจากนี้เพลงที่ 4 5 6 ก็จะมีความฟังง่ายมากขึ้น เข้าถึงคนง่ายขึ้น และคาดหวังให้มันแมสมากขึ้น ตอนนี้เหมือนเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่านี่คือความเป็น ‘ปาปากัมพ์’ และ ‘แตงโม’ ค่ะ
เปิดเส้นทางไล่ตามฝัน กว่าจะมีผลงานเพลง
Q : ก้าวเข้ามาในวงการได้ยังไง ทำไมมีความฝันอยากเป็นศิลปิน?
แตงโม : จริง ๆ โมเป็นเด็กต่างจังหวัดนะ เป็นเด็กกระบี่ เราก็เป็นเด็กธรรมดาที่ชอบร้องเพลง ทำกิจกรรมที่โรงเรียน จนวันนึงได้ไป ‘เดอะ วอยซ์ คิด’ มันน่าจะเป็นจุดเริ่มต้น เราเข้ามาเห็นเด็กกรุงเทพฯ เขาเรียนร้องเพลงกัน เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ก็มีความคิดว่าวันนึงเราอยากเป็นแบบนั้น ตอน ม.4 เราก็ตัดสินใจเข้ามาในกรุงเทพฯ คนเดียว เพื่อมาเรียนที่กรุงเทพฯ และหาโอกาสให้ตัวเอง จนสุดท้ายก็ประสบความสำเร็จ ได้ไปรายการ ‘เดอะ วอยซ์’ อย่างที่เห็นค่ะ

Q : ตอนนั้นที่เข้ามาในกรุงเทพฯ คนเดียว เป็นยังไงบ้าง คุณพ่อคุณแม่มีเป็นห่วงอะไรมั้ย?
แตงโม : มันท้าทายค่ะ แต่พ่อแม่ก็เหมือนไม่รักหนูรึเปล่า ทำไมปล่อยมาง่ายจัง (หัวเราะ) คือท่านก็ให้มา เพราะคงเชื่อใจ เพราะเราก็ไม่ได้แบบไม่รู้อะไรเลย เราก็มาและอยู่คนเดียว ช่วงนั้นก็แอบเหงานิดนึง แต่เราตั้งใจที่จะมา เพราะมีรายการเยอะ สื่อมันอยู่ในกรุงเทพฯ เราก็มาเรียน และมีโอกาสอะไร เราก็ไปหมดเลย ไปตึกแกรมมี่ นั่งบีทีเอสไปคนเดียว นั่งวินต่อ เราแสวงหาหมดเลย เพื่อจะได้ในสิ่งที่เราอยากได้ค่ะ
Q : เราใช้เวลาแสวงหาการเป็น “ศิลปิน” นานมั้ย?
แตงโม : ก็รู้สึกว่านานนะคะ จนทุกวันนี้โมยังไม่กล้าเรียกตัวเองว่า ‘ศิลปิน’ ต้องขอบคุณ ‘ปาปากัมพ์’ เขาพยายามแนะแนวทางให้มีความเป็นศิลปินมากที่สุด คือเมื่อก่อนเราหาตัวตนของตัวเองไม่ได้ชัดขนาดนี้ ซึ่ง ‘ปาปากัมพ์’ มาเคาะอะไรบางอย่าง ทำให้เราเป็นเราค่ะ และมีความมั่นใจที่จะเรียกว่าเป็น ‘ศิลปิน’ มากขึ้น
Q : มีศิลปินในดวงใจ ที่เป็นแบบอย่างบ้างมั้ย?
แตงโม : ถ้าคนเดียวแต่ครบรอบด้านไม่มี แต่ว่าเราจะมีศิลปินที่เราชื่นชอบในแง่ที่เราเพอร์ฟอร์ม การร้องเพลง หรือการถ่ายทอดผลงาน อย่างพี่นิว (นภัสสร ภูธรใจ) และพี่จิ๋ว (ปิยนุช เสือจงพรู) เรารู้สึกว่าเขาเป็นตัวแม่มาก เพลงไหนที่ออกมา เขาสามารถทำให้เราติดตามเขาได้ไปเรื่อย ๆ ค่ะ เราอยากเป็นแบบเขาค่ะ
ล้วงลึกตัวตนคือดนตรีวินเทจ
Q : แล้วทำไมชอบดนตรีแนววินเทจ?
แตงโม : ตอนแรกมันเริ่มจากที่เราร้องลูกทุ่ง ทีนี้ไม่ว่าจะไปรายการไหน คนก็ตราหน้าว่าเราเป็นเด็กลูกทุ่ง (ยิ้ม) มีลายความเป็นไทย หรือแม้แต่เพลง ‘ตีสี่’ ที่ประสบความสำเร็จบนเวทีเดอะ วอยซ์ โมก็ร้องเพลงนี้ของ ‘เดอะ ทอยส์’ และใส่ความเป็นไทย มีเอื้อนเข้าไป จนคนจำได้ว่าเราเป็นลูกครึ่งเด็กรุ่นใหม่ ที่ใฝ่หาความเก่า ส่วนตัวโมมองว่าลูกทุ่งถ้าอยากให้แมส (Mass) มันยาก เพราะฉะนั้นจะทำยังไงให้ความไทย ความเก่า มันอยู่กับความแมสได้ เลยมองถึงความป็อปที่มีกลิ่นเก่า ๆ อยู่ ก็เหมือนความวินเทจ อีกอย่างมันตรงกับรสนิยมเราด้วย เราชอบดูภาพเก่า ๆ ดูคนสมัยก่อน ชอบดูสังคม วัฒนธรรม จริง ๆ ก่อนหน้านี้โมไม่ได้เอาเรื่องวินเทจมาเป็นไลฟ์สไตล์ขนาดนี้ แต่ว่าพอมันมีช่วงขึ้นมหาวิทยาลัย ที่ไม่ต้องใส่ชุดนักศึกษาไปเรียน มันก็เปิดโอกาสให้เราได้ค้นหาเรื่องการแต่งตัวและแฟชั่นไปด้วย มันเลยทำให้เราได้เอาความเป็นวินเทจมาเป็นสไตล์ของเรามากขึ้นค่ะ


Q : คิดว่าดนตรีสไตล์วินเทจ มีเสน่ห์ยังไง?
แตงโม : อย่างนึงคือมันแปลกค่ะ คนที่จะมานิยมของเก่าก็มีน้อยอยู่แล้ว และเสน่ห์อีกอย่างคือเรื่องของเครื่องดนตรีหรือซาวด์บางอย่างที่ดนตรีสมัยนี้ทำไม่ได้ จริง ๆ มันก็เปรียบได้กับภาพฟิล์มของหนังสมัยก่อน สมัยนี้จะแต่งยังไง ก็ไม่เหมือนสมัยก่อน เพราฉะนั้นมันก็เป็นเรื่องของความโหยหา หรือความระลึกถึงของคนฟังมากกว่าที่จะไปตีความว่ามันมีเสน่ห์ยังไง มันมีคุณค่าด้วยระยะเวลาที่สะสมมาในตัวมันเองด้วยค่ะ
Q : ตลอดเวลาการเป็นศิลปินมีช่วงเหนื่อยหรือท้อมั้ย และเอาชนะเพื่อความฝันของเรายังไง?
แตงโม : มันก็มีค่ะ คือการเป็นศิลปินตอนเป็นเด็กแพสชั่นมันเต็มร้อย เราต้องเป็นศิลปินให้ได้ พอโตมาโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ใช่ ทุกอย่างมันคือคอมเมอร์เชียล เป็นธุรกิจ เพราฉะนั้นการได้เป็นศิลปินมันคือการตลาด ต้องป๊อปปูลาร์จริง ๆ เขาถึงเอาไปทำ พอเรารู้ตรงนี้ เลยหันกลับมาดูตัวเรา อย่างเราเขาจะเอาไปทำทำไม เราเลยคิดว่าอย่างน้อย ถ้าเราไม่ได้เป็นเบื้องหน้า เราก็ขออยู่เบื้องหลังแล้วกัน เอาความชอบมาทำให้คนอื่นที่เขาอาจมีโอกาสประสบความสำเร็จก็ได้ ก็แอบคิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ว่าก็มี ‘ปาปากัมพ์’ ที่เขาเล็งเห็นเรา และนำเรามาทำในสิ่งที่เราอยากทำค่ะ
Q : หากได้เจอคนที่ไม่เคยรู้จัก “แตงโม” หากให้บอก 3 คนที่แนะนำความเป็นตัวเรามากที่สุด คิดว่าคือคำอะไร?
แตงโม : คำแรก คือ ‘ไทย’ เพราะโมฟังเพลงไทยเยอะมาก โมชอบความเป็นไทย ในแง่เรื่องของคำ สไตล์ คำว่าไทยมันก็คือเราเลยแหละ คำที่สองคือ ‘เก่า’ มันน่าจะเป็นความวินเทจ อาจไม่ได้แต่งตัวตามสมัยนิยม หรือไปตามกระแสนิยม และคำที่สามคือ ‘เก๋’ คือถึงเก่า ดูล้าสมัย แต่ก็ยังมีความเก๋กู๊ดในตัวนะ (ยิ้ม)
รางวัลและเป้าหมายการเป็น ‘ศิลปิน’
Q : สำหรับ แตงโม คิดว่า “ศิลปิน” นั้นมีความหมายยังไง?
แตงโม : จริง ๆ คำว่า ‘ศิลปิน’ มันค่อนข้างมาเปลี่ยนมายด์เซตของเรา ก่อนหน้านี้เราคิดว่าศิลปินต้องร้องเพลงเพราะ ทุกคนต้องชอบเราร้องเพลง แต่สุดท้ายถึงเพราะยังไง แต่ถ้าไม่มีตัวตนหรือคนจำคุณไม่ได้ เราว่าคำว่า ‘ศิลปิน’ ก็ไม่ใช่แบบนั้น ศิลปินน่าจะต้องเป็นคนที่ร้องเพลง และเป็นตัวแทนของกลุ่มคนสักคน ที่สามารถพูดบางอย่างแทนกลุ่มคนนั้นได้ และมีอิทธิพลพอที่จะทำให้คนกลุ่มนั้นเกิดความเปลี่ยนแปลงสักอย่าง คล้อยตามเราได้ค่ะ

Q : “รางวัล” ของการเป็น “ศิลปิน” สำหรับ “แตงโม” คืออะไร?
แตงโม : โมติดว่าน่าจะเป็นการที่มีคนชื่นชอบเราแหละ มันน่าจะเป็นสิ่งนึงที่ศิลปินทุกคนต้องการ คือการเดินไปแล้วแบบนี่เพลงของฉันเปิดตรงนี้นะ คนร้องเพลงได้ คนจำเราได้ น่าจะเป็นสิ่งที่อยากมีที่สุดแล้ว
Q : ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขบนอันดับบนชาร์ตเพลง หรือยอดวิวเอ็มวี?
แตงโม : โมว่ามันแข่งกันได้ในเชิงธุรกิจ มันปั้นได้ แต่ความเป็นแฟน ควอลิตี้ (Fan Quality) หรือ แบรนด์ รอยัลตี้ (Brand Loyalty) คนจำเราได้ เกิดความรู้สึกที่ดีกับเรา และรอฟังเราไปเรื่อย ๆ มันคือตรงนั้นมากกว่า

Q : เป้าหมายของการเป็นศิลปินคืออะไร?
แตงโม : หนึ่งเลยนะคะ คืออยากให้มันเป็นที่นิยมสักวันนึง แม้ว่าคนจะบอกว่าฟังไม่ออกเลย แต่เราคิดว่าเพลงเรามีจุดเด่น และเดี๋ยวนี้คนชอบอะไรที่แปลก ไม่ได้ชอบอะไรที่ธรรมดา ดังนั้นถ้าเราดันเพลงไทยในแบบของเราให้มันแมสขึ้น มันอาจเปิดอีกโลกของกระแสการทำดนตรี ในอนาคตอาจมีคนทำตามเราก็ได้ พอฐานคนฟังเรามากขึ้น แฟน ควอลิตี้ ก็จะมากขึ้น เราก็อยากให้มีคนรักเราเยอะ ๆ ด้วย โมของกรุยทางดนตรีวินเทจไปก่อน แล้วอยากให้มีคนทำตามมาค่ะ
Q : แปลว่า “แตงโม” จะยึดมั่นดนตรีแนววินเทจไปตลอด ไม่คิดเปลี่ยนแนว แม้มันอาจไม่ใช่ดนตรีแนวกระแสหลัก แต่เราก็ไม่ให้กระแสนิยมมาเปลี่ยนตัวเรา?
แตงโม : ใช่ค่ะ เพราะคิดว่ายังไงวันนึงก็ดนตรีแนวนี้ก็ต้องมา เหมือนเรื่องแฟชั่น วันนึงมันบูม วันนึงมันก็จะหายไป วันนึงก็จะกลับมาบูมอีก ทุกอย่างมีเวลาของมันค่ะ
อัพเดทเรื่องหัวใจ เปิดมุมมองความรัก
Q : อัพเดทความรักกันหน่อย?
แตงโม : ก็มีแฟนค่ะ เขาเป็นนักดนตรี แต่เราก็ไม่ใช่แฟนแนวกินข้าว กุ๊กกิ๊ก โพสต์รูปหวานเนอะ (ยิ้ม) ก็เป็นเรื่องของการช่วยกันทำงานมากกว่า คือเราเองอาจไม่ได้สันทัดเรื่องดนตรีขนาดนั้น มีแฟนที่เขามีความรู้เรื่องดนตรี ก็มาแชร์กันได้ในบางอย่างที่เราไม่รู้ ศัพท์ศิลปินที่เราไม่รู้ ก็มีเขาเป็นทรานสเลเตอร์ คอยช่วยให้สื่อสารง่ายขึ้นค่ะ


Q : ประทับใจอะไรในตัวเขา ถึงยอมเปิดใจศึกษาดูใจ?
แตงโม : ก็น่าจะเป็นเรื่องความเป็นผู้ใหญ่ หรือเราจะชอบของเก่า (ยิ้ม) เราไม่ได้ชอบความกุ๊กกิ๊กหวานแหวว น่าจะคุยกันถูกคอมากกว่า เป็นพาร์ทเนอร์ทางดนตรีค่ะ
Q : นิยาม “ความรัก” ของเราในตอนนี้?
แตงโม : จริง ๆ เราก็ถือว่าเป็นเด็ก อายุ 20 เอง แต่เรื่องความรักก็เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เราอย่าไปปิดกั้น การที่มีแฟนคือการที่เรามีเพื่อนช่วยคิด เหมือนทำงานกลุ่ม อย่างน้อยก็ดีกว่าคิดคนเดียว บางสิ่งที่เราเองไม่รู้ตัวแต่คนอื่นจะบอกได้ว่าเราเป็นยังไง เพราะฉะนั้นคือการฝึกใช้ชีวิตกับสังคม คือการหาเพื่อน และถ้าดีก็มีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามา คือมันจะรู้เองนะคะ ถ้าเราคบคนนี้แล้วดี ชีวิตก็จะมีแต่สิ่งดี ๆ ค่ะ

Q : ฝากผลงานและถึงแฟน ๆ
แตงโม : ต้องฝากแฟน ๆ ทุกคน แตงโมกลับมาทำงานเพลงอย่างจริงจังและตั้งใจ กลับมาทำในสิ่งที่ทุกคนรอฟัง มันอาจเป็นสิ่งที่ใหม่ และหากมันเข้าถึงทุกคนได้ยาก ก็อยากให้ลองเปิดใจฟังดู ต่อไปโมจะมีผลงานออกมาเรื่อย ๆ เข้ากับความรู้สึกของแฟน ๆ ได้แน่นอน ก็หวังว่าเพลงของเราจะอยู่เป็นเพื่อนทุกคน ในช่วงตอนนี้ออกไปไหนไม่ได้ ก็ยังมีเพลงช่วยประโลมใจอยู่ค่ะ
ต้องบอกว่า “แตงโม” เป็นอีกหนึ่งศิลปินคุณภาพ ที่เข้ามาเติมสีสันให้วงการดนตรี ด้วยการยืนหยัดในตัวตนของเธอจริง ๆ
ภาพ : FACEBOOK แตงโม สยาภา



