วันนี้ (14 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช. 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.พิรงรอง รามสูต นายศุภัช ศุภชลาศัย และ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ได้ทำหนังสือ ด่วนที่สุด ลงวันที่ 13 มี.ค. 66 ถึง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เรื่อง ไม่รับทราบมติที่ประชุม กสทช. นัดพิเศษครั้งที่ 5/2566 เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. โดยให้เหตุผลระบุว่า
1.การประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2566 ไม่เป็นไปตามมติ กสทช. ครั้งที่ 3/2566 เรื่อง พิจารณากำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เนื่องจากที่ประชุมได้มีมติให้เลื่อนการพิจารณาออกไปเพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. พร้อมทั้งให้นำเสนอหลักเกณฑ์ และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. มาในคราวเดียวกันในการประชุมครั้งต่อไป
และไม่เป็นไปตามมติ กสทช. ครั้งที่ 4/2566 ระเบียบวาระที่ 4.1 เรื่อง พิจารณากำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เนื่องจากที่ประชุม กสทช. ได้มีมติให้ถอนวาระที่ 4.1 เรื่อง พิจารณากำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. โดยให้นำไปบรรจุในวาระการประชุม กสทช. นัดพิเศษต่อไป

จากการที่ กสทช. ได้มีมติในการประชุมสองครั้งข้างต้น แสดงให้เห็นว่าที่ประชุม กสทช. มีเจตนาให้มีการเสนอเรื่องการกำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. พร้อมทั้งให้นำเสนอหลักเกณฑ์ และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. มาในระเบียบวาระเดียวกัน เป็นระเบียบวาระเพื่อพิจารณา เพื่อให้ที่ประชุม กสทช. พิจารณาทั้งสองเรื่องไปพร้อมกัน
ดังนั้น การที่ประธาน กสทช. เสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. มาในระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ และบรรจุวาระที่ 5.1 เรื่อง การพิจารณากำหนดคุณสมบัติอื่นของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. เป็นวาระเพื่อพิจารณา จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามมติที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 3/2566 และครั้งที่ 4/2566 เนื่องจากเป็นการเสนอในระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ไม่ใช่การเสนอในระเบียบวาระเพื่อพิจารณา
อีกทั้ง การเสนอในระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ ยังไม่ชอบด้วยระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 ข้อ 21 เนื่องจากเป็นเพียงการนำเสนอโดยวาจาเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีการจัดทำเอกสารประกอบการประชุมเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุและกำหนดประเด็นหลักที่ประสงค์จะให้ที่ประชุมมีมติอนุมัติให้ความเห็นชอบหรือมีมติในเรื่องใดให้ชัดเจนและกระชับ

นอกจากนี้ โดยหลักการแล้วระเบียบวาระเรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ จะต้องเป็นเรื่องที่ประสงค์แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องหาข้อยุติหรือการพิจารณาจากที่ประชุม และไม่มีผลผูกพันในทางปกครอง แต่เรื่องหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. นั้น เป็นเรื่องที่มีผลผูกพันในทางปกครอง มีความสำคัญ และมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. และ กสทช. และยังมีประเด็นโต้แย้งที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ต้องเสนอที่ประชุม กสทช. เพื่อพิจารณาตามมติ กสทช. ครั้งที่ 3/2566 และมติ กสทช. ครั้งที่ 4/2566 จึงไม่อาจเสนอในระเบียบวาระที่ 4.1 เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบได้
2.ดังนั้น หากประธาน กสทช. ต้องการเสนอและบรรจุวาระที่ไม่เป็นไปตามมติ กสทช. ครั้งที่ 3/2566 และมติ กสทช. ครั้งที่ 4/2566 ประธาน กสทช. จะต้องเสนอให้มีการทบทวนมติ กสทช. ครั้งที่ 3/2566 ระเบียบวาระที่ 4.1 และมติ กสทช. ครั้งที่ 4/2566 ระเบียบวาระที่ 4.1 ทั้งนี้ ตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 ข้อ 23 วรรคสองก่อน แต่ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษครั้งที่ 5/2566 ไม่ได้มี กสทช. ท่านใดเสนอให้ที่ประชุม กสทช. พิจารณาทบทวนมติในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น จึงต้องถือว่ามติ กสทช. ครั้งที่ 3/2566 ระเบียบวาระที่ 4.1 และมติ กสทช. ครั้งที่ 4/2566 ระเบียบวาระที่ 4.1 ยังคงมีผลใช้บังคับ

3. อีกทั้งเมื่อพิจารณา ข้อ 40 ของระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ.2555 ที่กำหนดว่า “ข้อ 40ในการประชุมทุกครั้ง ให้ประธานสรุปประเด็นการประชุมพร้อมทั้งมติที่ประชุมในชั้นต้น หากไม่มีกรรมการผู้ใดคัดค้าน ให้ถือเป็นมติคณะกรรมการ” และวรรคสองกำหนดว่า “ในกรณีที่มีกรรมการคัดค้านในประเด็นใดที่ประธานกล่าวสรุปตามความในวรรคหนึ่งให้คณะกรรมการวินิจฉัยขี้ขาด” เมื่อข้อเท็จจริงกรณีนี้แม้ว่าในการประชุมดังกล่าว ประธาน กสทช. จะได้สรุปประเด็นแล้วก็ตาม
แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าในการประชุม กสทช. นางสาวพิรง รองฯ กสทช. นายศุภัช และ กสทช. พลอากาศโท ธนพันธุ์ ได้คัดค้านระเบียบวาระที่ 1 และคณะกรรมการยังไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาด การบันทึกมติที่ประชุมว่า “รับทราบเรื่องตามที่ประธาน กสทช. แจ้งให้ที่ประชุมทราบ” จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นไปตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555
4. การที่ร่างรายงานการประชุมสรุปว่า ประเด็นการแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 วรรคหนึ่ง โดยที่สำนักงาน กสทช. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธาน กสทช. และมีเลขาธิการ กสทช.รับผิดชอบการปฏิบัติงานของสำนักงาน กสทช. ขึ้นตรงต่อประธาน กสทช. ประกอบกับประธาน กสทช. โดยความเห็นชอบของ กสทช. เป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ กสทช. (พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง มาตรา 60 วรรคหนึ่ง และมาตรา 63 วรรคหนึ่งฯ) ดังนั้นประธาน กสทช. จะพิจารณาออกประกาศของประธาน กสทช. โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 61 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ๆ พ.ศ. 2553 ต่อไป
ดังนั้น ร่างรายงานการประชุมดังกล่าวไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 63 เนื่องจากมาตรา 63 (7) บัญญัติให้เลขาธิการ กสทช. พันจากตำแหน่งเมื่อ กสทช. มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด ให้ออกจากตำแหน่งเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หย่อนความสามารถ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
อำนาจของประธาน กสทช. ในการเป็นผู้แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ กสทช. ตามมาตรา 61 จึงเป็นเพียงกระบวนการทางธุรการเท่านั้น ไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของประธาน กสทช. ที่จะเป็นผู้เสนอชื่อ แต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ กสทช. แต่เป็นอำนาจของ กสทช. ทั้งคณะในการแต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการ กสทช.

กสทช. ทั้ง 3 คน จึงไม่อาจรับทราบเรื่องตามประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบได้ เนื่องจากขัดกับพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2556 นอกจากนี้ ร่างรายงานการประชุมดังกล่าวยังไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริงที่ประธาน กสทช. กล่าว
นอกจากนี้ในการประชุม เนื่องจากเมื่อตรวจสอบจากเทปบันทึกเสียงการประชุมพบว่า ประธาน กสทช. อ้างถึงมาตรา 61 วรรคหนึ่ง มาตรา 56 วรรคหนึ่ง มาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 63 วรรคหนึ่ง การสรุปร่างรายงานดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
จากกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยระเบียบคสชว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ. 2555 และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 กสทช. ทั้ง 3 ราย จึงไม่อาจมีมติรับทราบเรื่องตามที่ประธานแจ้งประชุมได้ ทั้งนี้ การที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ อาจถูกฟ้องร้องเพิกถอนมติและประกาศที่เกี่ยวข้อง และหากเกิดความเสียหายไม่ว่าทางใด ย่อมมีมูลความผิดอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วย



