สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ว่านายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ( เฟด ) แถลงว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ( เอฟโอเอ็มซี ) มีมติเป็นเอกฉันท์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 4.50%- 4.75%


ทั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 9 ตั้งแต่เดือนมี.ค. ปีที่แล้ว ที่เฟดปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และเกิดขึ้นหลังธนาคารกลางยุโรป ( อีซีบี ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.5% สู่ระดับ 3.5% เพื่อต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 8.5%


การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเกิดขึ้น หลังหน่วยงานกำกับดูแลด้านนโยบายการเงินของสหรัฐสั่งปิดธนาคารอย่างน้อย 2 แห่งในเดือนนี้ คือ ซิลิคอน วัลเลย์ ( เอสวีบี ) และซิกเนเจอร์ แบงก์ ( เอสบี ) ขณะที่กลุ่มสถาบันการเงินขนาดใหญ่อันดับต้นของประเทศต้องระดมอัดฉีดสภาพคล่องในรูปแบบเงินฝาก เพื่อช่วยเหลือกิจการของ เฟิสต์ รีพับลิก แบงก์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินระดับภูมิภาค


เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าาว พาวเวลล์ยอมรับว่า การบริหารจัดการของธนาคารแต่ละแห่ง โดยเฉพาะเอสวีบี “ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง” แต่ไม่ได้หมายความว่า ระบบการธนาคารของสหรัฐในภาพรวม “อ่อนแอ” ในทางกลับกัน “มีความยืดหยุ่น”


แม้พาวเวลล์ยังปฏิเสธยืนยันตั้งแต่ตอนนี้ ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่ โดยกล่าวว่า จะพิจารณาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจในเวลานั้นเป็นสำคัญ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะช่วยฉุดอัตราเงินเฟ้อลงได้ อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดทิ้งท้ายว่า ความวุ่นวายของภาคการธนาคารย่อมตามมาด้วย “กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น” และการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก “อาจไม่เหมาะสม”.

เครดิตภาพ : REUTERS