นายบัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมง จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังติดตามประเมินสภาวะการคุกคามและนำแนวทางการควบคุม การกำจัดประชากรปลาหมอสีคางดำสู่การปฏิบัติว่า การประชุมดังกล่าวเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยภายใต้แผนงาน การพัฒนาแนวทางการควบคุมการรุกรานของปลาหมอสีคางดำในเขตพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อสร้างความสมดุลของระบบนิเวศแหล่งน้ำ และความยั่งยืนของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลแบบกึ่งพัฒนา รวมทั้งเพื่อสร้างการรับรู้ ความตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ตลอดจนถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แก่ชาวประมง เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชุมชน และหน่วยงานราชการในพื้นที่

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการกล่าวถึงปลาหมอสีคางดำ ว่า มีการแพร่กระจายในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคกลางและบ่อเลี้ยงกุ้งใน จ.สมุทรสงคราม จ.เพชรบุรี มาตั้งแต่ปี 2560 และล่าสุดระบาดไปยัง จ.ระยอง และจันทบุรี ทั้งที่ไม่มีแหล่งน้ำเชื่อมต่อกัน คาดว่าน่าจะมาจากการปรับตัวอยู่อาศัยในน้ำทะเลของปลาหมอสีคางดำ ทำให้มีผลกระทบต่อระบบนิเวศเนื่องจากปลาหมอสีคางดำเป็นสัตว์น้ำหลักของลุ่มน้ำชายฝั่ง ทำให้สัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ทั้งในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำลดจำนวนลง อย่างรวดเร็ว เกษตรกรสูญเสียรายได้ ซึ่งในปี 2561 กรมประมงได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จำนวน 2,573,700 บาท เพื่อรับซื้อนำไปกำจัดควบคุมการรุกรานของปลาหมอสีคางดำในเขตพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อสร้างความสมดุลของระบบนิเวศแหล่งน้ำ และความยั่งยืนของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทะเลแบบกึ่งพัฒนา

ส่วนความน่ากลัวของปลาหมอสีคางดำนั้น มีความได้เปรียบสัตว์น้ำที่มีอยู่เดิมในพื้นที่มาก เช่น สามารถสืบพันธุ์วางไข่ได้เร็วขนาดแรกเริ่มสืบพันธุ์ในเพศเมียมีขนาดเพียง 6.6 เซนติเมตรเท่านั้น ส่วนเพศผู้สามารถดูแลลูกโดยอมไข่ที่ผสมแล้วไว้ในปากได้ ทำให้อัตราการรอดของลูกปลาค่อนข้างสูง ขณะที่บางครั้งเพศเมียก็สามารถอมไข่ไว้ในปากได้เช่นกัน และยังทนทานต่อสภาพแวดล้อม อีกทั้งอาศัยและสืบพันธุ์ได้ในความเค็มและทนความเค็มได้มากกว่า 30 พีพีที จึงพบได้ทั้งในน้ำเค็ม น้ำกร่อยและน้ำจืด ที่สำคัญยังสามารถกินอาหารได้ทุกรูปแบบทั้งพืช แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ กุ้ง ปู หอย และปลาเล็กๆ เป็นอาหารทำให้ปลาหมอสีคางดำเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว แต่ในที่ประชุมไม่ได้มีการพูดถึงแหล่งที่มาของปลาหมอสีคางดำว่าผู้ใดเป็นผู้นำเข้าและเข้ามาได้อย่างไร ทั้งที่กรมประมงมีข้อกฎหมายห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน และห้ามเพาะเลี้ยง หรือมีไว้ครอบครอง สำหรับแนวทางการควบคุมและกำจัดปลาหมอสีคางดำนั้น การใช้เครื่องมือและแห มีประสิทธิภาพดีที่สุดและยังใช้แรงงานคนน้อย แต่ต้องมีการลงเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง และต้องใช้ช่องตาที่สามารถจับปลาหมอสีคางดำขนาดเล็กก่อนวัยเจริญพันธุ์ทั้งในบ่อเลี้ยงและในแหล่งน้ำธรรมชาติ หากไม่มีการจับขึ้นปลาจะแพร่พันธุ์เพิ่มอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

ด้าน นายปัญญา โตกทอง ชาว ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา บอกว่า ก่อนหน้านี้ได้ไปร้องเรียนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ เรื่องปลาหมอสีคางดำ หลังจากนั้นกรมประมงก็มาดำเนินการรับซื้อปลาหมอสีคางดำจากเกษตรกร แต่ไม่นานก็เงียบหายไปทำให้ปลาหมอสีคางดำเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยกรมประมงอ้างว่ากำลังศึกษาวิจัยอยู่ ทำให้ขณะนี้ปลาหมอสีคางดำได้แพร่ระบาดไปทั่ว จ.สมุทรสงคราม แล้ว.