นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28-29 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ได้เกิดลมกระโชกแรง ซึ่งเป็นผลพวงจากพายุฤดูร้อนในพื้นที่ จ.จันทบุรี และตราด ส่งผลให้สวนผลไม้ของเกษตรกรถูกแรงลมหักโค่นล้มจำนวนมาก โดยเฉพาะสวนทุเรียน ถูกแรงลมพัดผลร่วงหล่นจากต้น กระจายเกลื่อนทั่วบริเวณ ทำให้เจ้าของสวนหลายรายต้องสูญเงินล้านในพริบตา เนื่องจากทุเรียนมีอายุใกล้เก็บเกี่ยวออกขายสู่ตลาด กรมวิชาการเกษตรจึงได้เร่งประสานผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการเกษตร เกษตรและสหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมสำรวจความเสียหาย และเตรียมการช่วยเหลือเยียวยาชาวสวนที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน พร้อมกับได้กำชับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร เข้มงวดในการตรวจสอบทุเรียนในโรงคัดบรรจุ เพื่อป้องกันการคละปนทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาดด้วย จากการลงพื้นที่ตรวจสอบและประเมินความเสียหายจาก วาตภัย โดยเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า จังหวัดจันทบุรีและตราด ได้รับความเสียหายรวม 9 อำเภอ 24 ตำบล 58 หมู่บ้าน มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ รวม 514 ราย ผลผลิตทุเรียนเสียหายราว 1,500 ตัน คิดเป็นมูลค่าส่งออกประมาณ 220 ล้านบาท (เฉลี่ยราคากิโลกรัมละ 150 บาท)

นายพิทวัฒน์ อ่อนทองหลาง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กล่าวว่า ในภารกิจที่ สวพ.6 ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลตรวจสอบคุณภาพทุเรียนในโรงคัดบรรจุ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เน้นย้ำกับผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ ต้องไม่รับซื้อทุเรียนที่ร่วงหล่นเพื่อส่งออก เนื่องจากเป็นทุเรียนมีตำหนิ หนามช้ำและเน่าเสียง่าย พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ ห้ามลักลอบนำทุเรียนที่ร่วงหล่น ส่งออกโดยเด็ดขาด หากพบเห็นจะถือว่าโรงคัดบรรจุไม่รักษามาตรฐาน ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้มอบอำนาจให้ สวพ.6 สั่งพักใช้ เพิกถอน หรือระงับ ยกเลิก หนังสือแสดงการขึ้นทะเบียน (DOA) ได้ แล้วแต่กรณี เมื่อตรวจพบการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบกรมวิชาการเกษตร ประกาศกรมวิชาการเกษตร และกฎ ระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

“ได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดค้าปลีกค้าส่งผลไม้ ที่ตลาดผลไม้เนินสูง และตลาดรับซื้อในอำเภอเขาคิชฌกูฏ ร่วมกับ นายสมพล ช่างบุ หัวหน้าด่านตรวจพืชจันทบุรี พร้อมด้วยส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอำเภอ และนายกเทศมนตรีในพื้นที่ ร่วมกันติดตามสถานการณ์และสำรวจตลาด พบว่าจุดรับซื้อได้ชี้แจง และแสดงสัญญาซื้อขายกับโรงงานแปรรูป พร้อมทั้งมีการพ่นสีทำตำหนิเป็นสัญลักษณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและปะปนออกไปกับทุเรียนคุณภาพ”

ทุเรียนที่ประสบวาตภัยได้ทยอยออกมาจำหน่าย โดยสังเกตได้จากผลทุเรียนจะไม่มีการตัดขั้วที่ฉีกขาดจากลม จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 5-25 บาท ตามคุณภาพของผลทุเรียน ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้ประสานกรมส่งเสริมสหกรณ์ กลุ่มสหกรณ์ ซื้อทุเรียนที่ได้รับผลกระทบ นำไปแปรรูปเป็นไอศกรีม ทอด หรือกวน นอกจากนี้ประสานกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ ให้การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรชาวสวนที่ได้รับความเดือดร้อนตามระเบียบราชการ สนับสนุนต้นกล้าทุเรียน พร้อมทั้งให้คำแนะนำเรื่อง การบำรุงรักษาต้นทุเรียนที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัยอีกด้วย



