สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ว่า สหรัฐและฟิลิปปินส์ จัดการหารือระดับทวิภาคี ระหว่าง รมว.การต่างประเทศ และรมว.กลาโหม ที่กรุงวอชิงตัน เมื่อวันอังคาร โดยประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ การเดินหน้าจัดทำแผนยุทธศาสตร์ “ด้านความมั่นคงอย่างครอบคลุม” ให้เสร็จสิ้น เพื่อครอบคลุมความสนับสนุนเกี่ยวกับเรดาร์ อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน อากาศยานทางทหาร ระบบป้องกันทางอากาศ และระบบป้องกันชายฝั่ง ภายในระยะเวลา 5-10 ปีนับจากนี้


พล.อ.ลอยด์ ออสติน รมว.กลาโหมสหรัฐ กล่าวว่า “ยังเร็วเกินไป” ที่จะเจาะจงว่า รัฐบาลวอชิงตันจะนำทรัพย์สินทางทหารแบบใดบ้าง ไปติดตั้งในฐานทัพอีก 4 แห่ง ซึ่งได้รับอนุญาตเพิ่มเติมจากฟิลิปปินส์ ให้เข้าถึงภายใต้ข้อตกลงส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม (อีดีซีเอ) ซึ่งรัฐบาลมะนิลาลงนามร่วมกับรัฐบาลวอชิงตัน เมื่อปี 2547


ขณะที่นายเอ็นริเก มานาโล รมว.การต่างประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า การขยายขอบเขตให้สหรัฐเข้าถึงฐานทัพเพิ่มเติม ตามกรอบของอีดีซีเอ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความร่วมมือทางทหาร ในการรับมือและตอบสนองต่อภัยพิบัติ ตลอดจน “ความท้าทายด้านความมั่นคงทุกรูปแบบ”


ทั้งนี้ การหารือที่สหรัฐเกิดขึ้น หลังกองทัพฟิลิปปินส์และกองทัพสหรัฐเปิดฉากปฏิบัติการซ้อมรบร่วมประจำปีในชื่อ “บาลิกาตัน” หรือ “เคียงบ่าเคียงไหล่” โดยการฝึกซ้อมจะใช้เวลานานประมาณ 3 สัปดาห์ โดยทั้งสองประเทศส่งทหารเข้าร่วมการฝึกซ้อมรวมกันประมาณ 17,000 นาย ถือเป็นการซ้อมรบบาลิกาตัน ซึ่งมีทหารเข้าร่วมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่การฝึกซ้อมครั้งแรก เมื่อปี 2534


อนึ่ง การซ้อมรบบาลิกาตันครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกด้วย ที่จะมีการฝึกซ้อมตามแนวชายฝั่งแบบใช้กระสุนจริง โดยสหรัฐยืนยันว่า ภารกิจบาลิกาตันปีนี้ “เกิดขึ้นตามแผนการที่กำหนดไว้ล่วงหน้านานแล้ว”


อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศจีนวิจารณ์ว่า เป็นสถานการณ์ซึ่งเกิดขึ้น “อย่างประจวบเหมาะ” เนื่องจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) เสร็จสิ้นการฝึกซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน “อย่างเป็นทางการ” เป็นเวลา 3 วัน ขณะเดียวกัน รัฐบาลปักกิ่งเรียกร้องการซ้อมรบร่วมระหว่างฟิลิปปินส์กับสหรัฐ “ต้องไม่ใช่การแทรกแซงความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ และไม่รุกล้ำอธิปไตย สิทธิทางทะเล และผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของจีน”.

เครดิตภาพ : REUTERS