สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ว่า นายอีลอน มัสก์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ( ซีอีโอ ) ของทวิตเตอร์ ให้สัมภาษณ์สดกับบีบีซี โดยมัสก์กล่าวในตอนหนึ่ง ว่านับตั้งแต่ซื้อกิจการของทวิตเตอร์เมื่อประมาณ 6 เดือนก่อน หรือเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว ในราคา 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.5 ล้านล้านบาท ) สถานการณ์ของทวิตเตอร์ “มีทั้งขึ้นทั้งลง”


ทั้งนี้ มัสก์ ยอมรับว่า ช่วงเวลาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา “ตึงเครียดมาก” และงานหนักจนถึงขั้นที่เขามักนอนหลับที่สำนักงานเป็นประจำ โดยมี “โซฟาประจำ” อยู่ที่มุมหนึ่งของห้องสมุด และเป็นพื้นที่ซึ่งทุกฝ่ายจะไม่เข้าไปใกล้ “โดยปริยาย” แต่มัสก์ยืนยันว่า การซื้อกิจการทวิตเตอร์ “เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว” แม้เป็นการเทคโอเวอร์ตามคำสั่งศาลก็ตาม


เกี่ยวกับการติดแท็กให้บัญชีของบีบีซี @BBC ว่า “เป็นองค์กรสื่อซึ่งได้รับความสนับสนุนจากภาครัฐ” มัสก์ กล่าวว่า เขาทราบดีถึงความไม่พอใจของอีกฝ่าย และให้คำมั่นจะจัดการเรื่องนี้ โดยอาจเปลี่ยนแปลงคำอธิบายเป็นว่า “องค์กรสื่อซึ่งได้รับความสนับสนุนจากสาธารณะ”


นอกจากนั้น มัสก์ กล่าวถึง “การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่” ภายในทวิตเตอร์ ว่าการลดพนักงานจากที่เคยมากถึง 8,000 คน ให้เหลือประมาณ 1,500 คน “ไม่ใช่เรื่องง่าย” และยอมรับว่า การเลิกจ้างพนักงานซึ่งทำให้ต้องสูญเสียวิศวกรไปหลายตำแหน่ง มีผลต่อเสถียรภาพและความราบรื่นของการให้บริการ ซึ่งเกิดความขัดข้องหลายครั้งในระยะหลัง แต่มัสก์ยืนยันว่า สถานการณ์ตอนนี้ “ดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว”


ต่อข้อซักถามและความสงสัยของหลายฝ่ายเกี่ยวกับการปราบปราม “บัญชีแอบอ้าง” และข้อความสร้างความเกลียดชัง หรือ เฮทสปีช บนทวิตเตอร์ มัสก์ยืนยันว่า “น้อยลงมาก” พร้อมทั้งยืนยันว่า นับตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.นี้ เจ้าของบัญชีใดก็ตามบนทวิตเตอร์ ซึ่งมีเครื่องหมายยืนยันตัวตนต่อท้ายชื่อบัญชี ไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม “ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเท่านั้น” เพื่อรักษาสถานะของเครื่องหมายดังกล่าว.

เครดิตภาพ : BBC