สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงคาร์ทูม ประเทศซูดาน เมื่อวันที่ 16 เม.ย. ว่า กองทัพซูดานปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายหลายแห่ง ในเขตชานกรุงคาร์ทูม ที่เชื่อว่าเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว ( อาร์เอสเอฟ ) ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหาร ขณะที่มีรายงานการสู้รบอย่างดุเดือด ตามพื้นที่อีกหลายแห่งในกรุงคาร์ทูม และเมืองใกล้เคียง ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น
ขณะที่ สหภาพบุคลากรการแพทย์ซูดานรายงาน จำนวนผู้เสียชีวิตจากการสู้รบซึ่งปะทุเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพิ่มเป็นอย่างน้อย 56 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 595 คน อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า สถิติผู้เสียชีวิตในความเป็นจริง “น่าจะสูงกว่านี้มาก”
BREAKING: Planes on fire at Khartoum airport after coup attempt in Sudan pic.twitter.com/aWdyMv23xs
— BNO News (@BNONews) April 15, 2023
ทั้งนี้ อาร์เอสเอฟอ้างการยึดทำเนียบประธานาธิบดี สถานีโทรทัศน์แห่งชาติ สนามบิน และบ้านพักของผู้บัญชาการกองทัพ ทว่ากองทัพยืนกรานปฏิเสธ โดย พล.อ.อับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของซูดาน และประธานสภาอธิปไตย หรือคณะผู้ปกครองประเทศ กล่าวว่า อาร์เอสเอฟควรเป็นฝ่ายถอย แล้วกลับไปยังฐานที่มั่นของตัวเอง และยืนยันว่า ทั้งกองทัพและรัฐบาลจะไม่เจรจากับอาร์เอสเอฟ จนกว่าอีกฝ่ายจะยุบตัวเอง หรือมีคำสั่งศาลให้ยุบ
ด้าน พล.อ.โมฮาเหม็ด ฮัมดาน ดากาโล หรือ “เฮเมดติ” ผู้บัญชาการอาร์เอสเอฟ และรองประธานสภาอธิปไตย ประณาม พล.อ.บูร์ฮานเป็นอาชญากรและ “คนโกหก”
Intense clashes broke out in Sudan's capital Khartoum on Saturday between the army and the Rapid Support Forces paramilitary group, following days of tension between the two sides ⤵️ pic.twitter.com/ZrC8jcITVX
— Al Jazeera English (@AJEnglish) April 15, 2023
อนึ่ง กองทัพซูดานกับอาร์เอสเอฟขัดแย้งกันมานานระยะหนึ่งแล้ว แม้ร่วมกันทำรัฐประหาร ล้มประธานาธิบดีโอมาร์ อัล-บาเชียร์ เมื่อปี 2562 โดยอาร์เอสเอฟกล่าวหากองทัพซูดาน “พยายามรัฐประหารตัวเอง” เพื่อส่งผลให้การลงนามร่วมกันระหว่างคณะผู้ปกครองและพรรคการเมือง ในข้อตกลงซึ่งนานาชาติให้ความสนับสนุน เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไป “ภายในเดือน ก.ค. 2566” ยังคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้
นอกจากนี้ สถานการณ์รุนแรงจะยิ่งเพิ่มความกังวลให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า วิกฤติเศรษฐกิจและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในซูดาน ซึ่งเลวร้ายเป็นทุนเดิม จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีกด้วย.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



