ถึงคิวได้ออกมาชี้แจงสักที หลังที่ผ่านมามีเสียงวิจารณ์คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องสองมาตรฐาน มีการนำไปเทียบเคียงระหว่าง “คดี 44 สส. พรรคก้าวไกล (ก.ก.)” กับคดีของ “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรมว.คมนาคม หลัง ป.ป.ช.ส่งคำร้องคดี 44 สส. พรรค ก.ก. ซึ่งมี สส. 10 คน พรรค ปชน. ลงชื่อแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปให้ศาลฎีกา โดยชี้ว่ามีความผิดด้านจริยธรรม ซึ่งศาลฯ นัดวินิจฉัยคดีในวันที่ 24 เม.ย. หากประทับรับฟ้อง 10 สส. พรรค ปชน. ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่วนกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ “ยกคำร้อง” คดี “ศักดิ์สยาม” จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กล่าวหาการถือครองหุ้นแทน ใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ตามคำวินิจฉัยของศาล รธน. ทั้งที่ตามปกติแล้ว คำวินิจฉัยของศาล รธน.ผูกพันทุกองค์กร

ขณะที่ “นายประภาศ คงเอียด” กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวปาฐกถาพิเศษ “บัญชีทรัพย์สิน: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและความเสี่ยงทางกฎหมาย” ว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องทุจริตอยู่ในขั้นวิกฤติ ตัวสะท้อนที่ชัดเจนสุดคือค่า CPI สำรวจโดยองค์กรระหว่างประเทศ จัดอันดับประเทศอยู่ที่ 116 ด้อยกว่าประเทศในอาเซียน เกือบจะอยู่ท้ายๆ อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.อยู่เกือบปลายน้ำ เป็นคดีก่อนเข้าสู่กระบวนการของเราทั้งๆ ที่ควรแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งนี้ เรื่องบัญชีทรัพย์สินในกฎหมาย ป.ป.ช. เป็นเครื่องมือป้องกัน เพราะคนที่เข้ามาในตำแหน่งแล้วมีความเสี่ยงทำทุจริตได้ ดังนั้นเมื่อเปิดเผยก็จะทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ นอกจากนี้บัญชีทรัพย์สินยังช่วยเรื่องการปราบปรามการทุจริต เพราะถ้ามีความไม่ชอบหรือผิดปกติ ก็จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย หากไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ เราก็ไม่เอาผิด เพราะเข้าใจว่ามีความผิดพลาด หลงลืมได้ แต่ที่สำคัญคือพฤติการณ์แห่งการกระทำนั้น ส่อถึงเจตนาหรือไม่

“ขณะนี้มีการพูดถึง 2 มาตรฐาน หรืออะไรต่างๆ ขอยืนยันว่า เราสามารถอธิบายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้อย่างชัดแจ้ง พรุ่งนี้ (23 เม.ย.) ป.ป.ช. จะออกข้อชี้แจงในเรื่องนี้ ซึ่งองค์กร ป.ป.ช และผมจะมีจุดอ่อนอย่างหนึ่ง คือไม่ค่อยได้ทำงานเชิงรุก คล้ายกับศาล คือตัดสินไปแล้ว บนพื้นฐานของข้อมูล สำนวนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย อย่าลืมว่าข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย คือตัวบ่งชี้ถึงการวินิจฉัย ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือ ป.ป.ช. บางเรื่องเราจะเอาเรื่องหนึ่งไปเปรียบเทียบกับเรื่องหนึ่งไม่ได้เสมอไป
โดยเฉพาะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) วินิจฉัยเรื่องอะไรคือเรื่องคุณสมบัติของรัฐมนตรี การวินิจฉัยของ ป.ป.ช. คือการวินิจฉัยเรื่องจงใจ หรือเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินหรือปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ซึ่งมันไม่ใช่ว่าจะต้องเอาข้อเท็จจริง หรือคำวินิจฉัยมาใช้เสมอไป ก็ต้องดูว่าประเด็นอะไรด้วย ในรายละเอียดจะมีการชี้แจงต่อไป” นายประภาศ กล่าว และว่า เราเคารพความคิดความเห็นของทุกคน แต่ความเห็น มีสิทธิที่จะให้ความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ แต่พื้นฐานคือข้อมูลข้อกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องตระหนัก

ด้าน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม กรณี ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีใช้นอมินีถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น สวนกับคำวินิจฉัยศาล รธน.ว่า ทาง ป.ป.ช. ต้องชี้แจง เพราะคำวินิจฉัยของศาล รธน. จะมีผลผูกพันทุกองค์กร แต่เท่าที่ฟังจากข่าว เหมือนกับว่าทาง ป.ป.ช. จะไปมุ่งประเด็นเรื่องของเจตนา เรื่องนี้ก็กระทบกระเทือนกับความเชื่อถือพอสมควร แล้วยังไปซ้ำเติมแนวคิดที่ว่าขณะนี้มีการรวบอำนาจผ่านองค์กรต่างๆ แล้วก็คงต้องพูดถึงฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำครั้งนั้นด้วย
เมื่อถามว่า มองว่ากรณีนี้เป็นการเหมือนกับการฟอกขาว ปูทางกลับมาสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มองว่า เรื่องยังไม่จบ และเชื่อว่ามีหลายฝ่ายจะดำเนินการต่อ
คงต้องรอคำชี้แจงของกรรมการ ป.ป.ช. จะอธิบายข้อกฎหมาย เกี่ยวกับการยกคำร้อง “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม ได้ชัดเจนหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ทางพรรค ปชน. เตรียมหาช่องทางตรวจสอบ ป.ป.ช. รวมทั้งผลักดันกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการถอดถอนองค์กรอิสระ

นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากสมาชิกพรรค ปชน. โดย “นายนิติพล ผิวเหมาะ” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ได้โพสต์ข้อความว่า ได้ทบทวนเส้นทางทางการเมืองของตัวเองอย่างจริงจัง และตัดสินใจว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องก้าวออกจากพรรค ปชน. เพราะเชื่อว่าสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้มากกว่านี้ ยังคงเคารพพรรค ปชน. และเพื่อนร่วมงานทุกคน ที่เราเคยร่วมกันทำงานมา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และพรรค ก.ก. จึงขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ปชน. จากนี้ไปจะเดินหน้าทำงานการเมืองต่อ พร้อมเปิดรับความร่วมมือจากทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิติพล ถือเป็นขุนพลสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคมาอย่างยาวนาน เมื่อสมัยเป็น สส. ครั้งแรก ปี 2562 นายนิติพลก้าวเข้าสู่เส้นทางพรรคการเมืองกับพรรค อนค. โดยลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงเป็นหนึ่งในกำลังหลักที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย

ก่อนหน้านั้น “นายปารมี ไวจงเจริญ” หรือครูจวง อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “จากกรณีที่มีภาพข่าวว่าดิฉันได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานของคุณอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ นั้น ก่อนอื่นดิฉันต้องขอโทษพรรค ปชน.ที่ได้แจ้งให้ทางพรรคได้รับทราบ รวมถึงได้ดำเนินการลาออกจากการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชนช้าไป ดิฉันต้องขอโทษพรรค ปชน.มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ และในเช้าวันนี้ เวลา 09.07 น. ดิฉันได้โทรศัพท์แจ้งเรื่องนี้กับคุณเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน.แล้ว และดำเนินการลาออกจากการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ปชน.แล้วด้วย”
จากนี้ไปต้องรอดู จะมีสมาชิกพรรค ปชน.รายใด ลาออกจากพรรคหรือไม่ ซึ่งสะท้อนเห็นว่า เริ่มมีสมาชิกหลายคนไม่มั่นใจกับการทำงานร่วมกับพรรคส้มอีกต่อไป อาจจะเป็นปัญหาภายในที่เกิดขึ้น หรือวิบากกรรมที่รุมเร้าไม่จบไม่สิ้น

ด้าน “นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร” อดีต สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ในฐานะเป็นหนึ่งใน 44 สส. เอาจริงๆ ไม่ได้ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส. อะไรมากนัก ส่วนเรื่องของคดีความ พวกตนสู้เต็มที่ สู้ยิบตาอยู่แล้ว สิ่งที่กังวลที่สุดก็คือ หาก สส. ที่มีอยู่ในปัจจุบันหลงลืมไปว่า เรามาเป็น สส. เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์อะไร จนไม่มีความกล้าหาญ ที่จะเดินต่อในเส้นทางอุดมการณ์เดิม กลัวว่าถ้าทำแบบนี้แล้วจะถูกร้อง กลัวว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะถูกตัดสิทธิ ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ พรรคก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะดำรงอยู่ในสังคมอีกต่อไปเลย ประชาชนก็จะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเลือก สส. จากพรรคนี้อีกต่อไป ควรแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างจริงจัง มากกว่าการสร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลูฯ ถ่ายเซลฟี่ว่าวันนี้มาทำอะไรที่สภา ห้องทำงานเป็นอย่างไร สวยไหม ชุดที่ใส่มาเป็นชุดไหน วันนี้กินอะไร กำลังจะไปดูงานที่ไหน อยากเห็น สส. ที่ใช้กลไกของอำนาจนิติบัญญัติที่มีในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน
ถือเป็นคำเตือนที่น่าสนใจ แต่ก็ช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า พรรค ปชน. มีปัญหาจริงๆ อยู่ที่ว่า จากนี้จะต้องปรับองคาพยพอย่างไร เพื่อจะเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง.
“ทีมข่าวการเมือง”



