เมื่อวันที่ 24 เม.ย.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้ติดตามนโยบายการขับเคลื่อนงานการศึกษาด้านต่างๆ โดยในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้หารือถึงการจัดการศึกษาในรูปแบบทวิภาคี เพราะศธ.มีเป้าหมายต้องการให้นักเรียนเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนในระบบทวิภาคีไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 จากปัจจุบันที่จัดอยู่ประมาณ 15% ซึ่งการจัดการศึกษาทวิภาคีในขณะนี้ถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกกลับพบว่า การจัดการศึกษารูปแบบทวิภาคีในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) ดำเนินการได้ดีกว่าการจัดการศึกษาทวิภาคีของระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพราะการเรียนทวิภาคีของปวช.มีอุปสรรคที่ไม่ใช่มาจากสถานประกอบการแต่เกิดจากความคิดของผู้ปกครองที่มีความกังวลว่าเมื่อส่งบุตรหลานให้มาเรียนในรูปแบบดังกล่าวแล้วจะต้องอยู่ประจำห่างไกลครอบครัว เนื่องจากผู้เรียนระดับปวช.ก็ถือว่ายังเป็นเด็กเล็กเทียบเท่ากับเด็กมัธยมศึกษา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ได้มอบหมายให้สอศ.ไปเจาะลึกการจัดการศึกษาทวิภาคีในระดับปวช.มาใหม่ โดยให้ปักหมุดเฉพาะพื้นที่ที่เป็นความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตอบโจทย์แรงงานฝีมือในอนาคต เช่น จังหวัดสระแก้วไม่ได้เป็นพื้นที่อุสากรรมหรือเขตเศรษฐกิจทำให้ผู้ปกครองต้องส่งบุตรหลานไปเรียนในจังหวัดชลบุรีแทน ซึ่งถือว่าห่างไกลครอบครัวจึงเป็นปัญหา เป็นต้น ดังนั้นจากนี้ไปการดำเนินการจัดการศึกษาทวิภาคีระดับปวช.จะมุ่งเน้นรูปแบบดำเนินการเป็นกลุ่มจังหวัดแทนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มจังหวัดภูเก็ตที่มีเป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือจังหวัดกลุ่มภาคอีสานที่มีการเชื่อมต่อภาคอุตสาหกรรมกับกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนตอบโจทย์ผู้เรียนมากที่สุด อย่างไรก็ตามตนไม่กังวลว่าการจัดการศึกษาทวิภาคีจะไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ เพราะเราได้วางแผนและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด