นายธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของพาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลของ การ์ทเนอร์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี ระบุว่า การใช้จ่ายด้านบริการระบบคลาวด์ ในประเทศไทย คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 40,800 ล้านบาท ในปี 65 คิดเป็นอัตราการเติบโตปีต่อปีที่ 36.6% ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีการใช้งานคลาวด์ในระดับสูง โดยเฉพาะเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล สอดคล้องกับผลสำรวจ รายงานภัยคุกคามระบบคลาวด์จาก ยูนิท 42 ของ พาโล อัลโต้ เน็ตเวิร์กส์ ฉบับที่ 7 ที่สำรวจองค์กร 1,300 แห่ง ซึ่งได้วิเคราะห์บริการหรือโปรเจกต์ด้านคลาวด์ อีกกว่า 210,000 รายการ บนผู้ให้บริการระบบคลาวด์รายหลักๆ ทั้งหมด พบว่าอัตราการย้ายระบบขึ้นคลาวด์ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 370,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 64 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 830,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 68
อย่างไรก็ตาม จากการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความความเสี่ยงด้านภัยคุกคามก็มีมากขึ้น โดยคนร้ายก็ตั้งใจค้นหาช่องโหว่ ที่พบบ่อยบนระบบคลาวด์ เช่น การกำหนดค่าระบบที่ไม่ถูกต้อง ข้อมูลการเข้าสู่ระบบที่ปลอดภัยไม่เพียงพอ ขาดระบบการยืนยันตัวตน และช่องโหว่ที่ไม่ได้ปิดหรือแก้ไข และซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่แฝงมาด้วยซอฟต์แวร์อันตราย ซึ่งรายงานภัยคุกคามระบบคลาวด์แสดงให้เห็นว่า องค์กรต่างๆ ใช้ระยะเวลาจัดการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยค่อนข้างนาน ขณะที่คนร้ายใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ในการสร้างความสูญเสีย

โดยเฉลี่ยทีมความปลอดภัยใช้เวลา 145 ชั่วโมง หรือประมาณ 6 วัน เพื่อจัดการกับการแจ้งเตือนความปลอดภัยที่ได้รับ และราว 60% ใช้เวลานานกว่า 4 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาความปลอดภัย ขณะที่ 76% ขององค์กรต่างๆ ไม่ได้บังคับให้ใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (เอ็มเอฟเอ) สำหรับผู้ใช้ที่เข้าถึงคอนโซล ขณะที่ 58% ไม่ได้บังคับ เอ็มเอฟเอ แม้กระทั่งผู้ใช้กลุ่มรูต หรือผู้ดูแลระบบ นอกจากนี้ ข้อมูลสำคัญ เช่น ข้อมูลระบุตัวบุคคล บันทึกทางการเงิน หรือทรัพย์สินทางปัญญา พบได้ในถังเก็บข้อมูลกว่า 66% และปรากฏในถังเก็บข้อมูลที่เปิดเผยเป็นสาธารณะถึง 63% ดังนั้นองค์กรทุกแห่ง ควรมีแผนดำเนินธุรกิจและแผนรับมือภัยพิบัติ ที่รวมกระบวนการกู้คืนข้อมูลสำรองเอาไว้ ให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้



