ยกให้เป็นอีกศิลปินลูกทุ่งที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง สำหรับ เบิ้ล ปทุมราช ซึ่งตอนนี้กำลังพิสูจน์ฝีมือการแสดง ในละคร “เพลงรัก รอยแค้น” ทางช่อง 8 กดเลข 27 ในฐานะ “พระเอกละครยาว” เรื่องแรก งานนี้ “บันเทิงเดลินิวส์” ไม่รอช้า พาแฟนๆ ไปพูดคุยกับหนุ่มเบิ้ลถึงบทบาทสุดท้าทายครั้งนี้ นอกจากนี้ยังได้ถอดตัวตนและความคิดของเบิ้ลตลอดเกือบ 9 ปีที่อยู่ในวงการ ซึ่งเจ้าตัวผ่านทั้งดราม่า ทุกข์และสุข จนในวันนี้เบิ้ลเลือกใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต พร้อมมั่นฝึกฝน พัฒนาทักษะ รวมถึงไม่พลาดเปิดเคล็ดลับการดูแลรักทางไกลกับ “น้องแครี่” แฟนสาวลูกครึ่งไทย-เยอรมัน ที่แม้ตัวไกลกัน แต่ก็ยังหวานเสมออีกด้วย!

Q : อะไรคือความน่าสนใจของเรื่อง “เพลงรัก รอยแค้น” ที่ทำให้ “เบิ้ล” ตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้?

เบิ้ล ปทุมราช : จริงๆ ผมอยากพิสูจน์ความสามารถของตัวเองอีกด้านหนึ่งในเรื่องของการแสดง เราเองก็ต้องยอมรับว่าเรายังประสบการณ์น้อยมากในด้านของการแสดง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเอ็มวี ภาพยนตร์ ซีรีส์สั้น ในละครเรื่องนี้ก็จะได้เห็นการแสดงจริงๆ ของผมที่ไม่ได้ใช้ความจริงมาแสดง แต่การแสดงก็เหมือนเราเอาความจริงมาอยู่ในกติกาการแสดงนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่าละครเรื่องนี้มันทำให้ผมได้พิสูจน์บทบาทที่เราไม่เคยเล่นมาก่อน ทั้งดราม่าต่างๆ

Q : สำหรับบท “ปกรณ์” มีอะไรที่รู้สึกว่าต้องทำการบ้านเป็นพิเศษมั้ย?

เบิ้ล ปทุมราช : จริงๆ ผมก็ได้ไปศึกษาพี่ๆ ที่ร่วมแสดงกับเราก่อนครับว่าเราเล่นกับใคร เข้ากับใคร พี่เคลลี่ (ธนะพัฒน์) พี่จอย (ศิริลักษณ์ ผ่องโชค) เราก็เห็นบทบาทการแสดงของพี่ๆ เราก็ต้องรู้ว่าเราเล่นเป็น ‘ปกรณ์’ ลูกชายของพี่จอย ถ้าผมน้ำตาไม่ถึง แววตาไม่ชัด ผมก็รู้สึกว่าไม่สามารถไปยืนอยู่ตรงหน้าพี่จอยได้ คงต้องเป็นหลายเทคต่อหนึ่งวันแน่ๆ เลยต้องทำการบ้านหนัก ดูนักแสดง ฝึกดูละครเยอะๆ จังหวะการแสดงต่างๆ

Q : ถือเป็นการขึ้นแท่นพระเอกละครยาวเรื่องแรก รู้สึกยังไงบ้าง กดดันมากน้อยแค่ไหนในฐานะนักแสดงนำ?

 เบิ้ล ปทุมราช : คำว่าพระเอกเต็มตัว มันเป็นอะไรที่ถือว่าเซอร์ไพร้ส์สำหรับผมนะ เราอยู่บ้านเป็นเด็ก เรายังเป็นคนที่ดูคนอื่น แต่พอเรามาอยู่ในจุดที่ได้รับบทบาทเป็นพระเอก เรารู้สึกกับตัวเองว่าใช่เหรอ เราสามารถมาอยู่จุดนี้ได้จริงๆ เหรอ เลยรู้สึกว่าตกใจ จริงๆ เราเล่นเข้าฉากซีนแรกในเรื่องนี้เรายังตกใจ ทำไมเราถึงสามารถมาอยู่ถึงตรงนี้ได้

Q : อย่างตัว “ปกรณ์” มีอะไรที่คล้ายกับ “เบิ้ล ปทุมราช” และมีอะไรที่รู้สึกแตกต่างจากตัวเองบ้าง?

เบิ้ล ปทุมราช : ผมมองว่าตัวปกรณ์มีใจที่รักในเสียงเพลง ปกรณ์เป็นคนที่มีความอดทนและขยัน และเอาความกตัญญูที่เป็นดวงจากพ่อแม่ มาฝึกฝนตัวเองแล้วก็ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าพัฒนาได้อีกเยอะมาก ในการที่อยากจะเดินตามความฝัน เอาดวงคือการที่มีพรแสวง พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ และก็เป็นคนที่รักครอบครัว บทละครในเรื่องนี้ บางส่วนมันคล้ายกับชีวิตผมมาก เลยทำให้ผมอิน ผมเชื่อมากๆ ครับ

Q : การร่วมงานกับนางเอกใหม่ “ใบหม่อน-กิตติยา” ต้องปรับจูนกันเยอะมั้ย มีอะไรประทับใจเล่าให้ฟังบ้าง?

เบิ้ล ปทุมราช : ผมว่าใบหม่อนเป็นคนที่เก่ง น้องมาจากการประกวดและงานแสดง แต่แรกๆ เรายังไม่รู้จักกันและสนิทกันเท่าไหร่ ด้วยความวัยที่เราใกล้เคียงกัน ก็มักจะมีอารมณ์ที่ฉุนเฉียวกันหน่อยในการที่คุยและสื่อสารไม่ตรงกัน ฟีลๆ ว่าบอกอะไรกันไม่ได้ คือคนอายุรุ่นเดียวกันมันจะชอบมีปัญหาตรงที่ว่าไม่กล้าบอกกัน แต่พอหลังๆ มาเราเริ่มเข้าใจกัน ก็จะเริ่มคลิกกัน จริงๆ น้องเป็นคนที่เก่งครับ เพียงแต่ตอนแรกเขายังมีอะไรบางอย่างที่ยังไม่ได้เปิดรับในตัวละคร พอเขาเปิดเท่านั้นแหละ เขามาเต็มมากๆ เลยครับ เป็นคนที่สีหน้า แววตาชัดมาก เขาทำให้เรารู้สึกอินเลย

Q : ได้มาร่วมงานกับนักแสดงรุ่นใหญ่ ทั้ง “เคลลี่” และ “จอย ศิริลักษณ์” รวมทั้งคนอื่นๆ ได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

เบิ้ล ปทุมราช :  โห! ท่านเหล่านี้เรื่องฝีมือไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เป็นอะไรที่เราเรียกได้เลยว่าเป็นนักแสดงชั้นครู เราได้ทั้งเห็นตัวอย่าง เห็นลักษณะท่าทาง ทางการแสดง แววตา คือพี่จอย และพี่เคลลี่ ส่งได้ดีมาก ผมได้เรียนรู้ตรงนี้จากพี่ๆ เยอะมาก ดีใจมากๆ ที่ผมได้ร่วมงานกับพี่ๆ เขาอย่างที่บอกมันประทับใจจนอธิบายไม่ถูก คงไม่มีอะไรจะพูดนอกจากขอบคุณพี่ๆ เขามากจริงๆ ครับ

Q : หากชีวิตจริง “เบิ้ล” ต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบ “ปกรณ์” ที่ไปหลงรักกับคนที่เป็นลูกของคนที่มีปัญหาไม่ถูกกับครอบครัวของเรา จะทำยังไง จะไปต่อหรือพอแค่นี้?

เบิ้ล ปทุมราช :  โห!! จริงๆ ผมก็แอบท้อนะ ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้น แล้วมันก็ไม่ใช่แค่เราสองคนแล้ว มันเกิดจากการคบ 1 คน แล้วก็ต้องระแวงอีก 3-4 คน ผมว่ามันน่าจะไปได้ยากสำหรับผมในชีวิตจริงนะ เพราะฉะนั้น ผมเป็นคนที่พลังงานเรื่องของตลกสูง แต่ก็ค่อนข้างอ่อนไหวในเรื่องของคำว่าครอบครัว เพราะเราจะเข้าใจแค่แฟนไม่ได้ จะให้แฟนมาหนีตามเราเหรอมันก็ไม่ใช่ มันก็ต้องเข้าใจกันทั้งหมด เพราะวันหนึ่งเราก็ต้องแต่งงาน

Q : คิดว่านอกจากความสนุกแล้ว แฟนๆ จะได้ข้อคิดอะไร?

เบิ้ล ปทุมราช :  ผมมองว่านอกจากจะได้เรื่องของเสียงเพลง ได้ดราม่า ได้อีกหลายอย่าง ได้เห็นอรรถรสของชีวิตของคนที่ไม่ยอมแพ้โดยเฉพาะตัวละครที่เป็นพระเอกและครอบครัว มันเหมือนเป็นละครที่ให้กำลังใจคนดู มันสอนใจคนว่า บางอย่างที่เรายิ่งแค้นไม่ปล่อยวาง มันก็ยิ่งเป็นทุกข์ทั้งสองฝ่าย บางที การแก้แค้นที่ดีที่สุดอาจเป็นเรื่องของการให้อภัยกันควรจะปล่อยวางเพื่อกันและกัน เพื่อที่จะได้คลาย และไม่ต้องระแวงกัน

Q : อัปเดตผลงานอื่นๆ บ้าง ปีนี้มีอะไรให้ติดตามอีก?

เบิ้ล ปทุมราช : ตอนนี้เป็นผู้จัดละครด้วยครับ ก็จะมีทำให้ช่อง 8 เร็วๆ นี้ แล้วก็พรีเซ็นเตอร์ งานภาพยนตร์ และก็ผลงานเพลง ล่าสุดก็ได้กำกับเอ็มวีให้กับ น้องธัญญ่า อาร์สยาม ด้วยครับ จริงๆ เป็นเพลงที่เราเป็นโปรดิวเซอร์ไปคุมห้องอัดด้วย เลยรู้สึกว่าเราเป็นคนที่รู้จักเนื้อเพลง ถ้าวันหนึ่งเราเป็นผู้กำกับเองมันก็น่าจะเวิร์กนะ พอเราเข้าใจในบทบาทของตัวละครที่ตั้งใจไว้ในเนื้อเพลง ตอนเราคุมห้องอัดเราคิดว่าเราน่าจะเหมาะกับการกำกับ เพราะผมเองก็เคยกำกับเอ็มวีให้อาร์เอสมาประมาณสองสามเพลง ส่วนงานผู้จัดผมเป็นผู้จัดภาพยนตร์มานานสามสี่ปีแล้วครับ แต่ว่าของละคร ดีเทลมันจะเยอะ เราก็จะมีครูพักลักจำส่วนใหญ่

Q : พอได้ลองทั้งงานแสดงและงานร้องเพลง ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเหมือนหรือต่างกันยังไง?

เบิ้ล ปทุมราช : ผมว่ามันแตกต่างกันตรงพื้นที่ของการทำหน้าที่ มันแตกต่างแค่พื้นที่ อย่างผมอยู่บนเวทีผมต้องอยู่กับคนจริงๆ ดูแววตาคนจริงๆ แต่พอผมอยู่ในละคร ผมต้องเชื่อในตัวละครแล้วก็สู้กับแววตาคนทั้งประเทศเพราะคนดูทั้งทีวี ทั้งโซเชียล เลยรู้สึกว่าแตกต่างแค่พื้นที่ อินเนอร์และความเชื่อมันต้องเหมือนกัน แค่เราไม่เชื่อในการร้องเพลง ไม่เชื่อในการเล่นละคร เราก็จะไม่สามารถดึงความเชื่อของผู้คนที่อยู่ทางบ้านได้

Q : การแสดงบนเวที ช่วงนี้ศิลปินมักเจออะไรแปลกๆ แบบไม่ให้เกียรติ “เบิ้ล” เคยมีประสบการณ์แบบนี้มั้ย?

เบิ้ล ปทุมราช : มีเยอะเลยครับ เราก็จะรับมือด้วยความนิ่งก่อน เราก็จะดูจุดประสงค์ของการที่เขาเข้ามาทำแบบนี้เพราะอะไร ถ้าเขาไม่ได้ตั้งใจ อาจจะเมา เราก็ปล่อยผ่าน แต่ถ้าใครที่ตั้งใจจะแกล้งเราจริงๆ เราก็จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกับทั้งตัวบอดี้การ์ดที่อยู่ใกล้ก็ต้องมีการบอกกัน ผมจะใช้การพูดดีๆ ไม่ออกอารมณ์ฉุนเฉียวครับ

Q : ตรงนี้เหมือนเป็นเส้นแบ่งบางๆ เมื่อศิลปินไม่ได้ให้พื้นที่เข้ามาใกล้ชิด ก็ทำให้ดูเหมือนเย่อหยิ่ง ในขณะเดียวกันเมื่อเปิดพื้นที่ ก็เหมือนเปิดโอกาสที่จะโดนทำร้าย ตรงนี้มีมุมมองยังไง?

เบิ้ล ปทุมราช : ผมว่าคำว่าหยิ่งทำให้เราคิดได้เหมือนกันนะพี่ สมมุติว่าวันหนึ่งเราถ่ายรูปกับคนร้อยคน ถ้าเราเหนื่อยขึ้นรถตู้ คนที่หนึ่งร้อยหนึ่งไม่ได้ถ่าย เท่ากับว่าเราหยิ่งอยู่ดี ผมว่ามันอยู่ที่การเข้าใจและลักษณะจังหวะชีวิตตอนนั้น มันไม่ได้อยู่ที่เราหรอก มันอยู่ที่คนรอบข้างด้วยว่าเขาจะมองเราในตอนไหน จังหวะไหน จังหวะชีวิตมันไม่ตรงกันหรือเปล่า แฟนคลับเราจริงๆ เท่านั้นที่จะรู้จักเรา

Q : อยากบอกอะไรกับแฟนๆ ที่มาดูคอนเสิร์ตศิลปินบ้าง?

เบิ้ล ปทุมราช : เราก็เป็นคนเหมือนกัน เรามีหน้าที่ที่แตกต่างกันในการดำเนินชีวิตและงาน สุดท้ายแล้วเราก็มอบความสุขให้กันและกัน นักร้องก็ต้องมาให้ความสุขแฟนๆ ถ้าวันหนึ่งนักร้องเป็นทุกข์ คนอยู่ข้างล่างเข้าเห็นเขาดูออก เขาก็ไม่มีความสุขกับเรา เพราะฉะนั้น ผมมองว่ามันต้องให้เกียรติกันและกันทั้งสองฝ่าย และขอบคุณทุกคนที่ซัพพอร์ตกันครับ

Q : อยู่วงการมากี่ปีแล้ว ได้เรียนรู้อะไรจากวงการนี้มากที่สุด?

เบิ้ล ปทุมราช : อยู่วงการมา 8-9 ปีแล้วครับ เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ พัฒนาชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น เพราะว่าเราอาจอยากเป็นตัวของตัวเองแหละ แต่ว่าบางทีเราอยู่ที่ไฟสว่าง เยาวชนดูเรา อาจมีรุ่นหลังที่โตมาอยากจะเห็นเราเป็นตัวอย่าง จะมาบอกว่าเราเป็นตัวของตัวเองก็ไม่ได้ มันต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ของการใช้ชีวิตให้เป็น ถ้าเราเป็น ‘เบิ้ล ปทุมราช’ เราเป็นคนตลก เฮฮา กวนคนอื่น แต่บางทีเราอยู่ในพื้นที่ที่ควรจะสติดี สมาธิดี มันก็ต้องทำ อยู่ดีๆ ไปกระโตกกระตากพูดไม่เพราะ มันก็คงได้บ้าง แต่ก็คงได้ไม่ตลอด ต้องดูสถานที่ต่างๆ ด้วย

Q : เป็นคนดังไม่พ้นการโดนจับตามองและดราม่า มา ณ วันนี้มีวิธีรับมือกับดราม่าต่างๆ ยังไง?

เบิ้ล ปทุมราช : ถ้าผมซีเรียสกับการดราม่า มันก็จะมีหลายคนที่เครียดกว่าผมเยอะ ผมก็จะไม่เก็บมาใส่ใจครับ อะไรที่อ่านแล้วมันบั่นทอน เรามุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ

Q : ช่วงปีที่ผ่านมา “เบิ้ล” มีดราม่าต่างๆ โดยเฉพาะการโพสต์ในโลกโซเชียล มา ณ วันนี้ได้ถอดบทเรียนอะไรจากตรงนั้นบ้าง?

เบิ้ล ปทุมราช : คงจะเป็นเรื่องของความเข้าใจในการแก้สถานการณ์ด้วยตัวเอง เพราะถ้าเราไม่ได้เจอด้วยตัวเอง แค่ไปรับฟังให้คนอื่นสุดท้ายแล้วเราเจอปัญหาที่ไม่เหมือนกัน มันก็ไม่สามารถแก้ได้

Q : กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ มองย้อนไปคิดว่าตัวเองใช้ความพยายาม ผ่านอุปสรรค หรือคำดูถูกอะไรบ้างมั้ย และคิดว่า ณ ตอนนี้เป็นการพิสูจน์ตัวเองในวงการบันเทิงได้หรือยังไง?

เบิ้ล ปทุมราช : ต้องใช้ความพยายามเยอะพอสมควรครับ เพราะผ่านเรื่องราวมาทั้งดี ร้าย สุข ทุกข์ ก็รู้สึกรักแฟนคลับ รักทีมงาน รักทุกคนที่อยู่ด้วยกันจนมาถึงวันที่ผมโตไปกว่านี้ มันก็ต้องอยู่บรรทัดฐานของความมีสติปัญญาในการใช้ชีวิตต่างๆ ครับ

Q : ในวงการลูกทุ่งและการแสดงมีนักแสดงมากมาย “เบิ้ล” มีมุมมองการแข่งขันยังไง?

เบิ้ล ปทุมราช : ผมมองว่าอยู่ที่ยุค อยู่ที่บทบาทของแต่ละคน วัดกันไม่ได้หรอกว่าคนนี้เกิดมาจะมาแทนคนนี้ จะมาดังแทนกัน เพราะว่าสุดท้ายแล้ว ‘เบิ้ล ปทุมราช’ ก็มีเพียงคนเดียว เด็กที่เกิดมาใหม่เขาก็มีของเขา มันไม่สามารถมีใครมาแทนกันได้ มันอยู่ที่การฝึกฝน การซ้อมของแต่ละคน สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เราเหนื่อยใจไปกว่าการไม่ยอมพัฒนาตัวเอง แข่งขันกับตัวเอง

Q : ร่วมงานกับ “ก้อง ห้วยไร่” บ่อยเลย เป็นยังไงบ้าง เคยมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างมั้ย หาทางออกยังไง และมีอะไรประทับใจ เล่าให้ฟังบ้างมั้ย?

เบิ้ล ปทุมราช : ไม่เคยมีความคิดเห็นไม่ตรงกันเลยครับ ส่วนใหญ่ผมกับพี่เขาจะเป็นกระจกให้กันและกัน ความประทับใจในตัวพี่เขาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการรับฟัง พี่ก้องเห็นเขาเป็นแบบนั้น แต่เขาเป็นคนที่รับฟังในการที่คนบอกเสมอ เราก็รับฟังในแบบที่เขาบอกเสมอ เป็นการรับฟังกันและกันที่ดีมากๆ ครับ

Q : ทำมาแล้วหลายอย่าง อยากประสบความสำเร็จในวงการนี้ยังไง?

เบิ้ล ปทุมราช : ถ้าเราทำหลายอย่าง เราก็ห้ามเอาหลายอย่างมารวมกัน ก็ต้องบริหารจัดการไปทีละเรื่อง เราจะเอาเรื่องเครียดเรื่องนี้ไปใส่อีกเรื่องหนึ่งไม่ได้

Q :  อัปเดตหัวใจบ้าง ตอนนี้ความสัมพันธ์ “น้องแครี่” เป็นยังไง?

เบิ้ล ปทุมราช : ยังปกติดีครับและก็ใช้ชีวิตอยู่ในบรรทัดฐานของการเข้าใจกัน แต่มันก็อาจจะเหนื่อยหน่อยในเรื่องของการห่างไกลกันพอคิดถึง ต่างๆ ก็ไม่ค่อยได้เจอหน้า แต่เราก็ต่างคนต่างทำหน้าที่ ล่าสุดเราก็ช่วยกันไลฟ์สดกัน

Q : เคล็ดลับการดูแลรักทางไกล และเติมควาหวาน คืออะไร?

เบิ้ล ปทุมราช : คือความใส่ใจกัน ถึงตัวอยู่ไกลก็วิดีโอคอลหากันตลอด สื่อสารทางโซเชียลมีเดีย ทุกวันนี้มันก็มีเรื่องของออนไลน์เข้ามาช่วยได้เยอะ เราไม่ได้ถึงขั้นตัดขาด ส่งจดหมายคุยกันเหมือนสมัยก่อน แต่เวลาก็อาจห่างกันหน่อยมีความไม่ตรงกัน เราก็ต้องบริหารเวลาให้ดี

Q : มาจนถึงตอนนี้สิ่งที่ประทับใจ “น้องแครี่” ที่สุดคืออะไร?

เบิ้ล ปทุมราช : น้องเป็นคนที่น่ารักครับ โลกสดใสเวลาอยู่ใกล้น้อง เป็นคนคิดบวกมากๆ แล้วก็เป็นคนที่น่าปกป้อง

Q :  พอต้องไกลกัน มีหวงหรือหึงกันบ้างมั้ย สร้างความเชื่อใจกันยังไง?

เบิ้ล ปทุมราช : ผมว่าความรักจริงๆ มันก็ต้องมีเรื่องห่วงกันบ้างแหละ แต่คำว่าหวงต้องตัดออกไป เพราะว่าต่างคนต่างทำงาน ต้องมีชีวิตของกันและกัน อยู่ด้วยกันมันมากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี ต้องอยู่ตรงกลาง

Q : เวลาไม่เข้าใจกันหาทางออกยังไง?

เบิ้ล ปทุมราช : ก็ต้องเคลียร์ให้จบในวันนั้น ปรับความเข้าใจกันเลย

Q : มองอนาคตแต่งงานยังไง แพลนไว้มั้ยอยากแต่งตอนอายุเท่าไหร่?

เบิ้ล ปทุมราช : ยังไม่มีความคิดแบบนั้นเลยครับตอนนี้ ไม่ได้มองที่โอกาสหรือว่าจังหวะ มองที่ว่าเรายังทำงานอยู่ ต่างคนก็ยังต่างเรียนรู้ในการทดสอบตัวเองในโลกภายนอก ทั้งงานและหน้าที่ครับ

Q : นิยาม “ความรัก” ในตอนนี้?

เบิ้ล ปทุมราช : นิยามความรักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมว่ามันอยู่ที่เข้าใจในความเป็นจริง ถ้าผิดก็ต้องแก้ไข ถ้าไม่ได้ก็ต้องปรับปรุง ถ้าสูงก็ต้องลดลง ต่ำไปก็ต้องเพิ่มขึ้น ผมว่ามันต้องอยู่ในทางสายกลาง นิยามความรักของผมก็คือต้องอยู่ในทางสายกลางและอยู่ในความเป็นจริงครับ

Q : อีกหนึ่งความรักคือ FC มีอะไรประทับใจเล่าให้ฟังบ้าง?

เบิ้ล ปทุมราช : ผมมองว่าผมมี FC มาตลอดทุกยุคตั้งแต่ที่เราเริ่มต้นเข้าวงการเป็นเด็กยังไม่รู้จักอะไรเลย จนวันหนึ่งที่เราเป็นเด็กที่โตขึ้นได้ทำอะไรหลายอย่างผมว่าสำคัญมากๆ ถ้าผมเป็นโครงการบ้านนะครับ FC ก็เหมือนเป็นกำแพงที่ดี เป็นเสาเข็มที่ดีที่ทำให้บ้าน ให้เราได้เดินทางมาถึงขนาดนี้ ถ้าเราไม่มีพวกเขาถ้าเราปล่อยเพลงฟังคนเดียว

Q : ทิ้งท้ายถึงงแฟนๆ หน่อย?

เบิ้ล ปทุมราช : ฝากด้วยนะครับ ผลงานการเป็นผู้จัดเร็วๆ นี้ ส่วนงานนักแสดงละคร ‘เพลงรัก รอยแค้น’ กำลังเข้มข้นมากๆ ออกอากาศทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลาใหม่ 18.00 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27 และตอนนี้ก็ยังมีเรื่อง ‘ไอ้หนุ่มรถไถ’ กับทางช่อง 8 อีกเรื่อง ส่วนงานเพลง รวมถึงโอกาสต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว ก็ทำเพื่อแฟนคลับ แฟนเพลงให้เห็นว่าเราทำได้หลายอย่างนะ คุณเห็นเด็กคนนั้นที่เคยอยู่ในจุดที่ร้องเป็นแค่เพลงแต่วันนี้ได้มีโอกาสทั้งแสดงละคร เป็นพิธีกร คอมเมนต์เตเตอร์ พรีเซ็นเตอร์ นักแสดงภาพยนตร์ ผู้จัดละคร ผมว่านั่นจะเป็นอะไรที่ทำให้พวกเขาได้ตื่นเต้นตลอดทุกปี เพราะฉะนั้นก็อยู่ด้วยกันไปนานๆ ซัพพอร์ตกัน เข้าใจกันและกันนะครับ

 เรียกว่าเป็นการพูดคุยที่ถอดความคิดของหนุ่มคนนี้ในทุกมิติ และเชื่อว่าแฟนๆ ที่ได้อ่านจะเข้าใจในตัวตนและความเป็น “เบิ้ล ปทุมราช” มากขึ้นแน่นอน

วันวิสาข์ ดอกเงิน