สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ว่า การเผยแพร่ดังกล่าว มีขึ้นก่อนการประชุมคณะกรรมการฉุกเฉินโรคโควิด-19 ของดับเบิลยูเอชโอ เพื่อตัดสินว่า การระบาดใหญ่ยังคงรุนแรงพอที่จะอยู่ในระดับเตือนภัยสูงสุด เหมือนกับช่วงเริ่มต้นของการระบาด เมื่อปี 2563 หรือไม่

ขณะเดียวกัน ดับเบิลยูเอชโอ ยังเปิดเผยแผนกลยุทธ์ในการรับมือโรคโควิด-19 สำหรับปี 2566-2568 ซึ่งนับว่าเป็นแผนการที่ 4 นับตั้งแต่มีรายงานพบผู้ป่วยรายแรกในช่วงปลายปี 2562 ที่เมืองอู่ฮั่นของจีน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดับเบิลยูเอชโอ ระบุว่า การเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ลดลง 95% นับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่เตือนว่าเชื้อไวรัสนี้ยังคงมีอยู่ และประเทศต่าง ๆ จะต้องเรียนรู้วิธีจัดการกับผลกระทบแบบไม่ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาวะหลังการระบาดของโรคโควิด-19 หรือที่เรียกว่า “ลองโควิด”

แม้ว่ากลยุทธ์ใหม่จะคงไว้ซึ่งเป้าหมายเดิม 2 อย่าง ของแผนการก่อนหน้า ได้แก่ การลดการไหลเวียนของโควิด และการรักษาเชื้อไวรัสเพื่อลดการเสียชีวิต, การเจ็บป่วย และผลที่ตามมาในระยะยาว แต่แผนการใหม่นี้ จะเพิ่มเป้าหมายที่ 3 นั่นคือ การช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ เมื่อพวกเขาเปลี่ยนจากการตอบสนองฉุกเฉิน เป็นการป้องกัน ควบคุม และจัดการโรคโควิด-19 อย่างยั่งยืนในระยะยาว

“นี่คือเหตุผลที่พวกเราเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ รักษาขีดความสามารถที่เพียงพอ, ความพร้อมในการปฏิบัติงาน และความยืดหยุ่นในการปรับขนาดในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดหนักขึ้น พร้อมกับคงไว้ซึ่งบริการสุขภาพอื่นที่จำเป็น และการเตรียมพร้อมรับมือเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่มีความรุนแรงหรือความสามารถเพิ่มขึ้น” และการวิจัยอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับไวรัส และผลกระทบของมัน เป็นสิ่งสำคัญ

“การตอบสนองต่อโรคโควิด-19 มีค่าใช้จ่ายสูง แต่มันจะยิ่งสูงขึ้นกว่านี้ หากเราไม่ต่อยอดการลงทุนเหล่านั้น ด้วยความมุ่งมั่นที่ยั่งยืน ต่อวิทยาศาสตร์และสาธารณสุข” นพ.เทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ กล่าวทิ้งท้าย.

เครดิตภาพ : AFP