ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อากาศที่ร้อนจัดและร้อนนานปีนี้ทำให้ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมของ จ.สมุทรสงคราม ที่ให้ผลผลิตออกมากว่า 5,000 ตัน แทนที่จะทำให้ชาวสวนทุกรายยิ้มแย้มแจ่มใสกับผลผลิตที่ขายสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่มีชาวสวนบางราย เช่น นายบุญช่วย สุขวิจิตร์ อายุ 80 ปี เจ้าของสวนลิ้นจี่บนเนื้อที่ 5 ไร่ 35 ต้นในพื้นที่หมู่ 1 ต.เหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ซึ่งอยู่ริมถนนผลไม้ ทางเข้าวัดอินทาราม กลับบอกว่า ปีนี้ตนเหมือนทุกขลาภลิ้นจี่ให้ผลผลิตเกือบทุกต้นคาดว่าประมาณ 3 ตันหรือ 3,000 กก. เห็นเงิน 3-400,000 บาทอยู่ข้างหน้า แต่กลับมีต้นลิ้นจี่อายุประมาณ 30 ปี 11 ต้น ซึ่งกำลังจะเก็บผลผลิตได้ ใบกลับแห้งเป็นสีน้ำตาลลักษณะยืนต้นตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนลูกลิ้นจี่ก็แห้งร่วงหล่นเกลื่อนโคนต้นเสียหายไปครึ่งสวน

นายบุญช่วย กล่าวว่า ตั้งแต่ตนเกิดมาทำสวนลิ้นจี่จนอายุ 80 ปีแล้วยังไม่เคยเจอต้นลิ้นจี่ยืนต้นตายแบบนี้ ตอนแรกคิดว่ามีคนแกล้งโรยยา แต่พอมาคิดๆ ดูสวนคนอื่นก็ยืนต้นตายเหมือนกันแต่ไม่มากเท่ากับสวนของตน จึงคิดว่าปีนี้ลิ้นจี่ให้ผลผลิตมากเมื่อมาเจออากาศที่ร้อนจัดนานเป็นเดือน อาจทำให้ลิ้นจี่ที่มีลูกดกต้องหาอาการมาเลี้ยงลูกจำนวนมากอาจทนไม่ไหวกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ตอนแรกใบก็เริ่มเหี่ยวเฉาก่อน ตนจะเก็บผลผลิตช่วงนั้นลิ้นจี่ก็ยังไม่แก่สมบูรณ์ จึงต้องปล่อยจนผลลิ้นจี่แห้งคาต้น ส่วนต้นลิ้นจี่ก็เริ่มยืนต้นตายเนื่องจากใบร่วงจนเหลือแต่กิ่งก้าน ซึ่งตนจะลองตัดกิ่งก้านที่แห้งออกให้หมดแล้วให้น้ำจำนวนมากทุกวันก็ยังหวังว่าต้นลิ้นจี่เหล่านี้อาจจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง แต่หากไม่ได้ผลก็คงต้องตัดต้นทิ้งอย่างน่าเสียดายแล้วปลูกใหม่
นายบรรจงศิลป์ วุฒิอุทัย เกษตร จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ปีนี้สภาพอากาศค่อนข้างร้อนจัดทำให้ผลลิ้นจี่แก่เร็วขึ้นและมีลิ้นจี่บางสวนบางต้นออกลูกแล้วไม่สามารถเก็บผลผลิตได้เนื่องจากผลผลิตไม่มีคุณภาพ เพราะผลลิ้นจี่แก่เร็วจากอากาศร้อน ส่งผลทำให้ต้นลิ้นจี่โทรมแสดงลักษณะกำลังจะยืนต้นตาย จากการสันนิฐานเบื้องต้น คาดว่าต้นลิ้นจี่ดังกล่าวไม่สมบูรณ์และมีใบเพียง 1ชุด ซึ่งปกติต้องมีไม่น้อยกว่า2ชุด เนื่องจากระบบรากไม่ดี จึงแนะนำชาวสวนเบื้องต้นให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ผสมเชื้อราไตรโครเดอร์ม่า หรือขึ้นเลนบางๆ รอบทรงพุ่ม และรดน้ำสม่ำเสมอ กับให้ตัดแต่งกิ่งลิ้นจี่ให้สูงจากพื้นดินไม่ควรเกิน 2 เมตร และให้เหลือกิ่งข้างที่มีใบติดอยู่พอประมาณเพื่อให้มีใบไว้สังเคราะห์แสงและให้รดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ต้นลิ้นจี่ก็จะแตกยอดขึ้นมาใหม่หลังดำเนินการแล้วประมาณ 1-2 เดือน
อย่างไรก็ตาม สำนักงานเกษตร จ.สมุทรสงคราม ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ทั้งระดับจังหวัดและอำเภอลงพื้นที่ตรวจสอบต้นลิ้นจี่ที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวแล้ว คาดว่าวันจันทร์นี้จะส่งนักวิชาการที่มีความรู้เรื่องนี้ลงไปให้ความรู้ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรชาวสวนเพื่อให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการฟื้นฟูต้นลิ้นจี่ดังกล่าวให้แตกยอดขึ้นมาใหม่โดยเร็วต่อไป




