ในวันนี้สถาบันอาหารจึงขอนำเสนออีกแนวทางที่น่าสนใจ นั่นคือ การจัดการขยะอาหารภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียน (Circular bioeconomy) เป็นการผสมผสานระหว่าง 1) เศรษฐกิจชีวภาพ (bioeconomy) การนำความรู้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ในการแปลงทรัพยากรชีวภาพไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นและมีมูลค่าเพิ่ม 2) เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งลดของเสีย และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสถาบัน

ในภาคอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปผักและผลไม้จะมีการตัดแต่งทิ้งผักผลไม้อย่างน้อย 25-30% อาทิ เปลือก/ผิว เมล็ดพืช ใบ หัว รากและกาก ผลพลอยได้เหล่านี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาระทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรม ในทางกลับกัน หากวิเคราะห์ลึกลงไปผลพลอยได้เหล่านี้ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด อาทิเช่น เมล็ดลิ้นจี่ มีสารที่มีคุณสมบัติยับยั้งเอนไซม์ที่สามารถทำลายโปรตีน Collagen, Elastin และ Hyaluronic Acid ได้ ทำให้สามารถช่วยรักษาความเต่งตึง ความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง และป้องกันการเกิดรอยเหี่ยวย่นได้ เปลือกมะม่วง มีสารประกอบฟีนอลิก และแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) สามารถยับยั้งหรือชะลอการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่จะนำไปสู่การก่อมะเร็งได้ และยังมีฤทธิ์ช่วยต้านอาการอักเสบ ภาวะการอักเสบของโรคไขข้อ โรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น

ทั้งนี้ การสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพเหล่านี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การเลือกใช้เทคโนโลยีต้องพิจารณาจากประสิทธิภาพในการสกัด ความคุ้มค่า การนำไปใช้ประโยชน์ กฎหมาย และความยั่งยืน ปัจจุบันมีหลายเทคโนโลยี เช่น การสกัดด้วยตัวทำละลาย (น้ำ แอลกอฮอล์ อื่นๆ) การสกัดด้วยเอนไซม์ การสกัดด้วยไมโครเวฟ การสกัดด้วยเทคนิคพัลส์สนามไฟฟ้าแรงสูง การใช้คลื่นอัลตราซาวน์ การสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ภายใต้สภาวะวิกฤติยวดยิ่ง กระบวนการสกัด การฟื้นตัวของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ผลพลอยได้ สารประกอบเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ต่างกันตามคุณภาพและความบริสุทธิ์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง และสิ่งทอ เป็นต้น การจัดการขยะอาหารภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพหมุนเวียนนี้จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นตัวเร่งเพื่อการวิจัยและผลักดันภาคธุรกิจและโซ่คุณค่าที่เกี่ยวข้องให้ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เพื่อเกิดต้นแบบสำหรับการเรียนรู้และขยายผลในวงกว้างต่อไป.