สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า ผลอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งทั่วไปในตุรกี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ปรากฏว่า ในส่วนของการเลือกตั้งประธานาธิบดี ประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา 49.4% ตามติดด้วย นายเคมัล คิลิกดาโรกลู ผู้นำฝ่ายค้านจากพรรคสาธารณรัฐประชาชน ( ซีเอชพี ) 44.9%
หากผลคะแนนอย่างเป็นทางการเป็นไปตามนี้จริง หมายความว่า เมื่อไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนมากกว่า 50% การเลือกตั้งรอบชิงดำ หรือรอบตัดสิน จะเกิดขึ้น ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ ส่วนจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิอาจสูงถึง 90%

ขณะที่ เออร์โดกัน กล่าวว่า “พร้อมสู้ต่อในรอบตัดสิน” ในส่วนของการเลือกตั้งประธานาธิบดี และยืนยันว่า พรรคความยุติธรรมและการพัฒนา ( เอเคพี ) และพันธมิตร ได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด ในส่วนของการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติชุดใหม่ทั้ง 600 ที่นั่ง
Türkiye’s President Erdogan:
— TRT World (@trtworld) May 14, 2023
– We do not know yet if presidential election is over in first round
– We are already 2.6M votes ahead of our closest rival
– We believe we will win in first round
– We had one of highest elections turnout in our history pic.twitter.com/PMMxluDB0a
ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การเลือกตั้งทั่วไปของตุรกีครั้งนี้ ถือเป็น “การลงประชามติ” ต่อการอยู่ภายใต้อำนาจการบริหารยาวนาน 2 ทศวรรษ ของพรรคเอเคพี ภายใต้การนำของเออร์โดกัน ผู้นำอนุรักษนิยมและครองอำนาจยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของตุรกี

อย่างไรก็ดี ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เออร์โดกัน วัย 69 ปี สร้างความเจริญให้กับตุรกีในทุกด้าน ควบคู่ไปกับการสร้างอิทธิพลทางการเมือง จนตุรกีกลายเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งมีบทบาทอย่างมากทางภูมิศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ตั้งแต่วิกฤติการณ์ในซีเรียไปจนถึงยูเครน พร้อมทั้งก้าวขึ้นเป็นสมาชิกแถวหน้าขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต )
กระนั้น ความวุ่นวายและตึงเครียดทางการเมืองภายในตุรกี หลังความพยายามรัฐประหาร เมื่อปี 2559 ที่รัฐบาลตอบสนองด้วยการ “กวาดล้างครั้งใหญ่” ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เรียกเสียงวิจารณ์และสร้างความไม่พอใจอย่างหนัก ให้กับหลายฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ ตามด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และเหตุธรณีพิบัติภัยแผ่นดินไหว เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลของเออร์โดกันได้รับเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่า ดำเนินการช่วยเหลือล่าช้า.
เครดิตภาพ : AFP



