เมื่อวันที่ 5 ก.ค. เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ในเดือน ต.ค.หรือเดือน พ.ย.นี้ เรื่องการบริหารงานและการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ว่า ถือเป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและเป็นเรื่องปกติภายใต้ระบอบรัฐสภา ที่เมื่อมีการเปิดสมัยประชุม ฝ่ายค้านก็จะมีสิทธิที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ก็คงจะต้องมาดูเนื้อหาว่าทางฝ่ายค้านมีข้อมูลรายละเอียดอย่างไร ซึ่งตนทำงานอยู่ในรัฐบาลได้เห็นว่าแต่ละฝ่ายได้ทุ่มเทและทำงานเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ บางคนไม่ได้อยู่ในวงทำงานอาจจะมีแนวคิดหรือมีความคิดที่แตกต่างกันไป
เมื่อถามถึงความระหองระแหงของพรรคร่วมรัฐบาลในตอนนี้จากมูลเหตุในหลายเรื่อง มองว่าจะเป็นจุดบอดที่ทำให้ถูกฝ่ายค้านโจมตีได้หรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า เป็นจุดบอดของทุกรัฐบาล เพราะเราอยู่กันมาตอนนี้ 2 ปีแล้วโดยปกติแล้วถ้านับกันเราเลยจุดครึ่งทางของรัฐบาลชุดนี้มาแล้ว ซึ่งพอเลยจุดครึ่งทางมาแล้วก็ เป็นเหมือนการนับถอยหลังเหมือนกับทุกรัฐบาล และที่พูดเช่นนี้ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลชุดนี้นับถอยหลัง แต่เป็นประเด็นที่ทุกรัฐบาลจะเจอ เพราะพอทำงานกันไปสักระยะหนึ่ง ก็ย่อมจะมีเรื่องที่ทำงานกันแล้ว มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป ถือเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายค้านจะนำเอาประเด็นเหล่านี้พยายามแตกประเด็นและรายละเอียด เพื่อที่จะนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
เมื่อถามต่อว่ามองความขัดแย้งระหว่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรคภูมิใจไทยอย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องปกติที่ตนเห็นมาในทุกสมัยในพรรครัฐบาลเองย่อมเป็นเรื่องธรรมดาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่มีความซับซ้อนและมีความละเอียดอ่อนในการแก้ไขปัญหาเพราะหลายประเทศก็มีปัญหาที่แตกต่างกันไป ประเทศไทยก็ไม่ได้แตกต่างกับหลายประเทศ หากเทียบกับหลายประเทศแล้ว และเท่าที่ตนได้พูดคุยกับเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศก็ยังเห็นว่าการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยมีประสิทธิภาพ ไม่แพ้หลายประเทศ แน่นอนว่ามีประเทศที่ทำดีกว่าเรา และประเทศที่ทำแย่กว่าเราก็มีเช่นกัน ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาในขนาดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และรองนายกรัฐมนตรี ก็พยายามกันอย่างเต็มที่แน่นอน
นายวราวุธ ยังกล่าวถึงกรณีผลสำรวจซูเปอร์โพล สำรวจความคิดเห็นประชาชนต้องการให้ ส.ส.และ ส.ว.และนักการเมืองทุกระดับชั้น เสียสละเงินเดือนและค่าตอบแทนช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาโควิด-19 นั้น ถ้าหากเป็นนโยบายออกมาเราก็ไม่ขัดข้องให้ออกมาเป็นแนวทาง และตนเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ไม่ขัดข้อง ส่วนถ้าหัก 30 เปอร์เซ็นต์จากทุกคนคิดว่าพอจะไหวหรือไม่นั้น ถ้านับตามความจริงแล้ว ส.ส.ที่มีทั้งหมดและ ครม.ก็ไม่ได้เยอะอะไรหมายความว่าทั้งในส่วนที่ตัดออกมาจากเงินเดือน และเงินที่ได้ก็เหมือนเนื้อหนูไปแตะเนื้อช้าง แต่เรื่องนี้ก็อาจจะมีผลกระทบทางด้านจิตใจ ตนก็ไม่มีปัญหาที่จะตัดเงินเดือนตนเอง.



