นายชวลิต มโนวิลาส ประธานกรรมการ บริษัท คอมมี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำอุปกรณ์เสริมสมาร์ตโฟนประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้รีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี หลังจากได้เริ่มทำตลาดแบตเตอรี่และอุปกรณ์ไอทีสัญชาติไทย ตั้งแต่ปี 32 ซึ่งเป็นยุคแรกของโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทย ด้วยการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ จนประสบความสำร๋จในตลาด โดยปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกความต้องการ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ อุปกรณ์เสริมสมาร์ตโฟน (Mobile Gadget) ได้แก่ เครื่องตัดฟิล์มกันรอย, ฟิล์มกันรอย, หัวชาร์จ, สายชาร์จ, แบตเตอรี่ ฯลฯ และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพ (Health Product) อาทิ เครื่องฟอกอากาศทั้งแบบพกพาและใช้ในรถยนต์, หน้ากาก N95 และเครื่องวัดหรือทำออกซิเจน ฯลฯ
น.ส.อรปรียา มโนวิลาส รองประธานกรรมการ บริษัท คอมมี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทจึงทุ่มงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ปรับแผนการตลาด โดยยึดแนวคิดความต้องการของลูกค้า มาพัฒนาธุรกิจ 3 ด้าน ได้แก่ Re-Branding วางตำแหน่งแบรนด์คอมมี่ครั้งนี้ จะมุ่งไปที่กลุ่มคนที่ชื่นชอบสินค้าไอทีที่มีเอกลักษณ์และมีคุณภาพ เน้นการออกแบบสินค้าที่ตอบโจทย์ Personalization
ต่อมาคือ Hero Product โดยพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มฟิล์มกันรอย เพื่อเจาะตลาดฟิล์มกันรอยในประเทศไทย ที่มีมูลค่ากว่า 6,500 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าภายในปีนี้ จะมียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 1.1 ล้านชิ้น โดยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ฟิล์มกันรอย “คอมมี่ ซูเปอร์ ไฮโดรเจล ฟิล์ม” พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี Self-healing ในเนื้อฟิล์ม ทำให้สมานรอยขีดข่วนได้เอง และสุดท้ายคือ Hybrid Channel การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายในทุกมิติ ทั้งช่องทางออนไลน์ของตนเอง และอีมาร์เกตเพลสต่างๆ และช่องทางจำหน่ายแบบออนกราวด์ ตามพื้นที่ต่างๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ
“สำหรับภาพรวมของตลาดอุปกรณ์เสริมสมาร์ตโฟนในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าตลาดราว 14,000 ล้านบาท สวนกระแสตลาดสมาร์ตโฟนที่ลดลง ซึ่งยอดจำหน่ายสมาร์ตโฟนในประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 13 ล้านเครื่องต่อปี คาดว่าเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค มีการตัดสินใจซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ช้าลง นิยมหันมาซ่อมแซม และใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อป้องกันยืดอายุการใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าประเภท แบตเตอรี่ เคส และฟิล์มกันรอย เชื่อว่าจากการดำเนินงานตามแผนดังกล่าวนี้ ภายในสิ้นปี 66 บริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้เติบโตมากกว่า 100%”



