สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ว่า ดาโต๊ะ ศรี ฮาจี ฟาดิลละฮ์ บิน ฮาจี ยูซอฟ รองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวระหว่างการเยือนกรุงบรัสเซลส์ในสัปดาห์นี้ว่า กฎหมายที่เพิ่งประกาศใช้ของอียู ซึ่งห้ามการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มาจากพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางนั้น เป็นการลงโทษ และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ผลิตรายย่อย

ขณะที่ นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวของอียู เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทขนาดใหญ่ หรือบริษัทข้ามชาติ ซึ่งสามารถทำตามระดับของระบบราชการที่กฎระเบียบต้องการได้

อินโดนีเซีย ซึ่งเจรจากับอียู เกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีมาเป็นเวลา 7 ปี ระบุว่า การเจรจาจะไม่มีความคืบหน้า จนกว่าอียูจะผ่อนปรนต่อผู้ผลิตน้ำมันปาล์มภายใต้กฎใหม่ เช่นเดียวกับมาเลเซีย ที่กล่าวว่า การทาบทามจากเจ้าหน้าที่ของอียู เพื่อทำให้การเจรจาเรื่องข้อตกลงการค้ากับมาเลเซียคืบหน้านั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของอียู ในการปรับปรุงการปฏิบัติต่อผู้ผลิตรายย่อย

ทั้งนี้ การแทรกแซงของรัฐมนตรีทั้งสองคน ถือเป็นข้อพิพาทครั้งล่าสุด ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับอียู โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อพิพาทอย่างเปิดเผยกับอีกฝ่าย ภายใต้การพิจารณาขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)

แม้ระบบการให้คะแนน และเทคโนโลยีซึ่งใช้ในการตรวจสอบการตัดไม้ทำลายป่า ยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่กฎระเบียบข้างต้นคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า ทำให้ประเทศผู้ส่งออกต่างกังวลว่า พวกเขาจะมีเวลาในการปรับตัวไม่มากนัก

ยิ่งไปกว่านั้น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย วิตกกังวลว่า หากพวกเขาถูกพิจารณาว่า “มีความเสี่ยงสูง” คู่ค้ารายอื่นอาจไม่กล้าค้าขายกับพวกเขาด้วยเช่นกัน.

เครดิตภาพ : AFP