ปัจจุบันปัญหาสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังเป็นปัญหาใหญ่ ที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ขณะที่ภาคธุรกิจธุรกิจต่างๆ ได้ให้ความสำคัญเช่นกัน!!

โดยตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น จึงได้จัดทำโครงการ หรือช่วยรณรงค์ เพื่อช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจไอที และโทรคมนาคม ที่ถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-waste และใช้พลังงานมาก ซึ่งแต่ละองค์กรก็ได้ดำเนินโครงการ หรือจัดทำแผนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ในวันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก” จึงพามาดูบางส่วนของโครงการต่างๆ ของธุรกิด้านไอที และโทรคมนาคม ที่ร่วมกันรณรงค์ เพื่อลดผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม

เริ่มกันที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย ได้ โครงการ “คนไทยไร้ e-waste” ที่มุ่งสร้างปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี ผ่านการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน

ซึ่งล่าสุดได้ขยายเครือข่ายการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่าง เจมาร์ท ในการทำแคมเปญ ทิ้ง e-waste รับ J Point ผ่านแพลตฟอร์ม E-Waste + โดยลูกค้าสามารถนำขยะ E-Waste มาฝากทิ้งได้ที่ร้านเจมาร์ท โมบาย ทั้ง 10 สาขา ได้แก่ สาขาเซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลหัวหมาก, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลอีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพระราม 9, เซ็นทรัลพระราม 3, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลพระราม 2, เซ็นทรัลบางนา 3 และเจมาร์ทสำนักงานใหญ่ เริ่มตั้งแต่วันนี้-30 มิ.ย. 66

รวมถึงการร่วมมือกับ LG และศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขยายจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชวนคนไทยร่วมกัน ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี เพื่อยกระดับแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน พร้อมเดินหน้าสู่การเป็น Hub of E-Waste

โดยเปิดจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ศูนย์บริการและร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วกรุงเทพ 11 แห่ง ได้แก่ ศูนย์บริการ (สำนักงานใหญ่) อาคารริชมอนด์ ซอยสุขุมวิท 26 และร้านค้าแอลจี แผนก Power Mall ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม, ศูนย์การค้าสยามพารากอน, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว, ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ รวมถึงร้านค้าแอลจี โฮมโปร สาขาเมกา บางนา, สาขาฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต และสาขาเอกมัย-รามอินทรา ตั้งแต่วันนี้-31 ก.ค. 66

ขณะที่อีกหนึ่งค่ายมือถือ คือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หลังควบรวมทรู-ดีแทค ไปเรียบร้อย ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแสดล้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกั การติดตั้งเสาสัญญาณ ที่นอกจากจะต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่ กสทช. กำหนดไว้แล้ว ยังได้นำปัจจัยเรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity มาใช้ในการวางแผน ติดตั้งเสาสัญญาณด้วย

โดยจะทำการสำรวจสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ในระบบนิเวศรอบพื้นที่เสาสัญญาณ ควบคู่กับการปลูกต้นไม้ เพื่อให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสมบูรณ์ของสัตว์และพันธุ์พืช เพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียคุณค่าด้านความหลากหลายทางชีวภาพสุทธิ และไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้สุทธิ ภายในปี 73

ซึ่งมีกระบวนการที่ชัดเจน ตั้งแต่คัดกรองและคัดเลือกพื้นที่ตั้งเสาสัญญาณ โดนจะประเมินความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ และความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อสัตว์และพันธุ์พืชต่างๆ มีมาตรกำหนดวัดระดับความรุนแรง ของผลกระทบตั้งแต่ต่ำสุดถึงสูงสุดที่ 0-100 อาทิ มีชนิดพันธุ์ถูกคุกคามมากน้อยแค่ไหนในพื้นที่รัศมี 10 ตารางกิโลเมตร จากเสาสัญญาณที่ติดตั้ง

พร้อมมีแผนป้องกัน เพื่อลดผลกระทบตั้งแต่ฟื้นฟูสภาพพื้นที่ด้วยการปลูกพรรณไม้ท้องถิ่น และชดเชยด้วยการปลูกต้นไม้นอกพื้นที่โครงการ  รวมถึงจัดทำเสาสัญญาณที่ออกแบบเป็นเสาต้นไม้ เพื่อให้กลมกลืนกับทัศนียภาพ เข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบข้างและแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้อยใหญ่

นอกจากนี้ยังสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบ โดยชักชวนผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในสังคมยุคดิจิทัล เพื่อสร้างแหล่งที่อยู่อันอุดมสมบูรณ์ให้แก่สิ่งมีชีวิตผ่านแอป We Grow โดยในปี 2564 ได้สร้างพื้นที่สีเขียวได้ถึง 165 ไร่ และคาดว่าจะดูดซับก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์ถึง 2,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 73

ขณะที่ผลการศึกษาในปี 64 พบว่ามีพื้นที่เสาสัญญาณที่อาจอยู่ในระดับเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ คิดเป็นสัดส่วนที่ 0.38% ซึ่งจะต้องนำไปประเมินเพิ่มเติม พร้อมหารือผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนดำเนินการแก้ไข ป้องกัน และลดผลกระทบอย่างเคร่งครัด

ด้าน เสียวหมี่ คอร์ปอเรชั่น บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อัจฉริยะระดับโลก ได้ประกาศแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อเรียกว่า ปรัชญาคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero-carbon Philosophy) จะดำเนินการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด เพิ่มพูนเทคนิค การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และนำการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและโลจิสติกส์มาใช้

โดยมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ทั่วโลก ภายในปี 2593 เรื่มภายในปี 2573 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากส่วนปฏิบัติการหลัก ลงอย่างน้อย 70% จากระดับปีฐาน และภายในปี 2583 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากภาคส่วนปฏิบัติการหลักอย่างน้อย 98% จากระดับปีฐาน โดยมีเงื่อนไขล่วงหน้าเพื่อให้การปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์

พร้อมจัดลำดับความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวในระยะยาว และการผลิตพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดระยะเวลาของเป้าหมายที่ตั้งไว้

และสนับสนุนให้ซัพพลายเออร์รายสำคัญ กำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เทียบเท่า หรือมากกว่าเสียวหมี่ เพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ บริษัท ไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตและจำหน่าย ผลิตภัณฑ์เอปสัน ก็มีเป้าหมาย เป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ เป็นลบและไม่มีการใช้ทรัพยากรใต้ดินให้ได้ภายในปี 2050 โดยจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ การให้บริการ และตลอดซัพพลายเชน รวมทั้งนำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนเข้ามาใช้และลงทุนกับกระบวนการใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ประกอบด้วย Decarbonization หรือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนในโรงงานผลิตของเอปสันทั่วโลกภายในปี 2023 ด้านที่สองคือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าด้วย Closed Resource Loop หรือการใช้ทรัพยากรแบบวงปิด โดยลดขนาดและน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ เน้นใช้วัสดุรีไซเคิล และยืดอายุการใช้งาน

ด้านที่สามคือการช่วยให้ลูกค้าลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ด้วยผลิตภัณฑ์ของเอปสันที่ถูกออกแบบให้กินไฟน้อยลง ลดจำนวนวัสดุสิ้นเปลืองและชิ้นส่วนประกอบ และด้านที่สี่ด้วยการลดของเสียที่เกิดจากการใช้เครื่องพิมพ์ระบบอนาล็อก โดยหันมาใช้เครื่องพิมพ์ระบบดิจิทัล ทั้งในสำนักงาน ในเชิงพาณิชย์ หรือระดับอุตสาหกรรม  

ส่วนอีกหนึ่งบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก คือ แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ได้มีเป้าหมายสูงสุดของบริษัท ตามแผน Better Life Plan 2030 ที่แอลจีตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตสินค้าลง 50% เมื่อเทียบกับปี 2017 และพัฒนาให้สินค้าหลัก 7 รายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20% ต่อหน่วยภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2020

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเพิ่มฟีเจอร์เพื่อช่วยให้ผู้พิการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของแอลจีได้ภายในปี 2025 รวมทั้งจัดทำคู่มือการใช้งานแบบเสียงและวิดีโอแนะนำการใช้งานเป็นภาษามือสำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของแอลจี ภายในปี 2030

ทั้งหมดคือส่วนหนึ่งโครงการของบริษัทในอุตสาหกรรมไอทีและโทรคมนาคม ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ที่วางเป้าหมายให้ธุรกิจช่วยสร้างโลกสีเขียว ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกใบนี้!!