เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. ที่ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2566 โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามความก้าวหน้าการเตรียมรับมือสถานการณ์ “เอลนีโญ” ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ มิ.ย. นี้ ไปจนถึงเดือน ก.พ. 2567 ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น และหลายจังหวัดอาจประสบปัญหาภัยแล้ง กระทบต่อปริมาณน้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงน้ำเพื่อการเกษตร โดยในปีนี้คาดว่าปริมาณฝนจะน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 5 และมีโอกาสเกิดฝนทิ้งช่วงในเดือน มิ.ย.-ก.ค. ดังนั้นที่ประชุมได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและฝนทิ้งช่วงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำที่ กอนช. ได้มีการคาดการณ์ล่วงหน้า ทั้งด้านการเกษตรและด้านอุปโภคบริโภคเพื่อผลิตน้ำประปา เพื่อชี้เป้าพื้นที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนป้องกันและช่วยเหลือประชาชนคู่ขนานไปกับการสร้างการรับรู้ให้กับเครือข่ายภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ยังต้องดำเนินการตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2566 อย่างเคร่งครัด เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำท่วมที่จะมีพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยด้วยเช่นกัน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-พ.ย. นี้ อาทิ เร่งรัดซ่อมแซมอาคารชลศาสตร์ คันกั้นน้ำ ทำนบ พนังกั้นน้ำ ระบบระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ หรือเครื่องจักรเครื่องมือ ให้แล้วเสร็จก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก สำหรับหน่วยงานที่ยังไม่ได้รับงบประมาณ ขอให้จัดทำแผนปฏิบัติการสำรองการบริหารจัดการน้ำหลากและให้กรมชลประทาน ประชาสัมพันธ์แผนการส่งน้ำ จัดรอบเวรการส่งน้ำ ตามปริมาณน้ำที่ได้รับการจัดสรร เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้
พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมชลประทานพิจารณาใช้น้ำฝนเป็นหลัก ควบคุมพื้นที่การเพาะปลูกให้เป็นไปตามแผน และให้กรมชลประทานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดการใช้น้ำ ให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเตรียมแผนขุดเจาะบ่อบาดาลเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง และใช้รองรับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ต่อไป
ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อให้การรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและส่งผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด นอกจากการดำเนินการตามมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องเน้นย้ำ คือ การเก็บกักน้ำในทุกแหล่งน้ำให้ได้มากที่สุดและบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว สทนช. ได้หารือร่วมกับกรมชลประทานในการวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 2 ปี ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ โดยวางแผนจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรรวมถึงการเตรียมแปลง การปรับรอบการส่งน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปริมาณน้ำฝน และพิจารณาตามหลักการ 1 รอบการเพาะปลูก หากมีรอบการเพาะปลูกที่ 2-3 ต้องมีมาตรการลดการใช้น้ำ เพื่อบริหารจัดการน้ำให้ได้ถึงฤดูแล้งปี 2567/68.



