นั่งเก้าฮี้ตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) มาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว สำหรับ “นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์”
เป็นการเปลี่ยนงานจากจับ “มีดผ่าตัด” มาดูกำกับดูแลเรื่อง วิทยุ โทรทัศน์ และการสื่อสารของประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามีงานที่เป็น “เผือกร้อน” ให้กรรมการ กสทช.ชุดนี้ต้องคิด ต้องตัดสินใจหลายเรื่อง ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนๆ ในองค์กรใหญ่ใน “ซอยสายลม” แห่งนี้!?!
วันนี้ ประธาน กสทช. ได้มาเปิดใจหลายเรื่อง ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ได้ทำงานมา โดยเฉพาะในปัจจุบัน มีกรรมการ กสทช.ครบทั้ง 7 ราย ที่พร้อม ”ใส่เกียร์เดินหน้า” ทำงานอย่างเต็มที่ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าบอร์ดชุดนี้มีความเห็นไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันหลายๆ เรื่อง จนทำให้งานบางเรื่องที่ต้องดัดสินใจล่าช้า!

ในเรื่องนี้ ท่านประธาน กสทช. บอกว่า ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน ที่มีความเห็นที่แตกต่างกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องดี หากเห็นไปในทางเดียวกันหมด คนนอกก็จะมองว่าฮั้วกัน หรือ เผด็จการหรือเปล่า ซึ่งปัญหาเรื่องความเห็น และการตีความข้อกฎหมายของแต่ละท่านอาจตีความไม่เหมือนกันได้ ซึ่งตนก็พยายามหาจุดที่จะทำให้งานของ กสทช. เดินหน้าต่อไปได้!!
“นพ.สรณ” ยังได้ยกตัวอย่าง โครงการโทรเวชกรรมถ้วนหน้า หรือ เทเลเฮลท์ งบประมาณ 3,850 ล้านบาท ที่เป็นโครงการที่ตนเองผลักดัน และประกาศเป็นวิสัยทัศน์ตอนสรรหา กสทช.ว่า เมื่อ บอร์ดลงมติให้ยกเลิก เนื่องจากมองว่า เป็นการลงทุนด้านระบบ ไม่เกี่ยวเกี่ยวข้องกับโครงข่ายโทรคมนาคม และเสนอ โครงการขยายโครงข่ายโทรคมนาคมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยเฉพาะในพื้นที่ชายขอบ ฯลฯ ก็พร้อมดำเนินการศึกษา และทำแผนเสนอ ใหม่ เพื่อเข้าไปสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุข คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2-3 เดือน และไม่น่ามีปัญหาในการลงมติ เพราะบอร์ดเห็นและเสนอตรงกัน
อีกหนึ่งประเด็น คือเรื่อง การสรรหาเลขาธิการ กสทช. ที่มีประเด็นว่ามีบอร์ดอย่างน้อย 3 ท่าน ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่ประธาน กสทช.ทำนั้น ทาง “นพ.สรณ” ก็อธิบายว่า ได้ดำเนินการตามอำนาจประธาน กสทช. ที่ระบุไว้ การสรรหาต้องเดินหน้าต่อ ยกเลิกไม่ได้ไม่งั้นจะผิดกฎหมาย ถูกผู้สมัครฟ้องร้องได้ ตอนนี้อยู่ระหว่งตรวจคุณสมบัติ ผู้สมัครทั้ง 9 ราย จากนั้นจะเรียกมาสัมภาษณ์ และจะนำรายชื่อให้บอร์ดลงมติคัดเลือก คาดว่าจะได้เลขาธิการ กสทช. คนใหม่ในช่วง เดือน ก.ค.-ส.ค.นี้

“รายชื่อคนมาสมัครมีอย่างน้อย 5 คน ที่มองว่าน่าสนใจและเป็นคนเก่งที่พร้อมทำงาน ซึ่งอยู่ที่บอร์ดแต่ละท่าน จะมองอย่างไร ซึ่งก็อยากให้บอร์ดทุกท่านมาร่วมสัมภาษณ์ ให้สิทธิในการเข้าร่วมเพื่อพิจารณาลงคะแนนเลือก แต่หากบอร์ดบางท่านไม่ลงคะแนนก็เป็นสิทธิ หากไม่มีผู้สมัครรายใดผ่าน ก็อาจต้องสรรหาใหม่”
อย่างไรก็ตาม ประธาน กสทช. ยอมรับว่าการทำงานมาหนึ่งปี มีปัญหาอุปสรรคในหลายๆเ รื่อง ซึ่งบอร์ดมีความเห็นไม่ตรงกับก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากนี้การที่บริบทเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป การกำกับดูแล ก็มีความยาก เพราะทุกวันนี้ ทุกๆ อย่างได้เปลี่ยนมากอยู่ในโทรศัพท์มือถือหมด อย่างทีวีดิจิตอล และวิทยุ ก็มีปัญหา และมีเรื่องโอทีที (Over-the-top TV) ที่ให้บริการเนื้อหา เช่น ภาพยนตร์รายการโทรทัศน์ ผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เข้ามาอีก ซึ่งก็ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเรื่องนี้ขึ้นมา
“กสทช. อยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องธุรกิจโอทีที หลังจากที่ผ่านธุรกิจเหล่านี้ใช้ทรัพยากรโครงข่ายจำนวนมาก แต่ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย แต่ทางโอปเรเตอร์ต้องเป็นผู้ลงทุนโครงข่าย เพื่อรองรับการใช้งานบริการเหล่านี้ที่เพิ่มมาก ซึ่งก็ต้องดูว่าการที่จะเข้าไปควบคุมจะมีผลดีหรือผลเสีย และทางกสทช.มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ โดยบางประเทศก็มีแนวคิดที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ ทาง กสทช. ก็จำเป็นต้องดูเรื่องการบริหารจัดการโครงข่ายว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนมีต้นทุนจ่ายค่าบริการที่ถูก และโอปเรเตอร์ ยังดำเนินธุรกิจมีกำไรอยู่ได้ด้วย ซึ่งคงต้องมีการเจรจาตกลงกับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน”
นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่อยากทำ คือ “ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส แอคเซส” ของประชาชน จากปัจจุบันที่มีแอปจำนวนมาก ทำให้ทุกคนมีต้นทุนในการใช้อินเทอร์เน็ตมือถือ หรือดาต้า และแอร์ไทม์ จึงอยากให่มี ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส แอคเซส ของรัฐ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ แม้ว่าจะมีดาต้าหรือไม่ก็ตาม ต้องให้ประชาชนเข้าใช้บริการของภาครัฐได้ โดยไม่ต้องเสียค่าอินเทอร์เน็ต และใช้แอปได้ฟรี ซึ่งหากจะทำต้องออกประกาศใหม่ ที่ไม่ขัดกับใบอนุญาตฯ ที่เอกชนได้ประมูลไปแล้ว ซึ่งตอนนี้กำลังศึกษาดูอยู่

สำหรับในเรื่องการเมืองที่จะมีการเปลี่ยนขั้ว เป็นพรรคก้าวไกล เป็นรัฐบาลนั้น จะมีผลต่อเรื่องต่างๆ ที่ กสทช.ได้พิจารณาไปแล้ว เช่น “ทรู-ดีแทค” หรือไม่? ประธาน กสทช. เห็นว่าคงไม่มีผล เพราะกระบวนการต่างๆ ได้เสร็จสิ้นไปแล้ว ส่วนในเรื่อง เอไอเอส ซื้อธุรกิจ 3 บีบี ก็จะใช้โมเดลแบบเดียวกัน คือ การตั้งอนุกรรมการ ทำผลศึกษาและ ทำโฟกัสกรุ๊ป แล้วอยู่ที่บอร์ดแต่ละคนจะพิจารณา และเชื่อว่าจะจบใน 6 เดือนเป็นอย่างช้า!!
ส่วนเรื่องที่นโยบายพรรคก้าวไกล จะมีให้ผู้ให้บริการมือถือรายใหม่ๆ เข้ามาทำธุรกิจ ก็มองว่าเป็นเรื่องดี ซึ่งก็มีคลื่นความถี่พร้อมรองรับและนำมาประมูล แต่ต้องยอมรับว่าธุรกิจโทรคมนาคมไม่เหมือนเดิม และส่วนตัวมองว่ารายใหม่ เข้ามาต้องใช้เงินลงทุนมาก จะมีเอกชนใหม่ที่พร้อมจะลงทุนหรือไม่?
สุดท้ายกับคำถามเบาๆ มานั่งเป็นประธาน กสทช. ยังรักษาคนไข้อยู่หรือไม่? “นพ.สรณ” บอกว่าไม่ได้ “จับมีดผ่าตัด” โรคหัวใจมา 9 เดือน แล้ว ส่วนการตรวจคนไข้ ก็จะใช้เวลาหยุดราชการ เสาร์-อาทิตย์ แต่ไม่รับคนไข้ใหม่ เป็นการให้คำปรึกษารักษาคนไข้เก่า ที่รักษากันมาเป็นเวลา 20-30 ปี เท่านั้น!! การรักษาคนไข้ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง เมื่อเราได้พูดคุยและเห็นรอยยิ้มของคนไข้ที่มาปรึกษาเรา
ทั้งหมดถือเป็นหนึ่งในขวบปีแรกของการทำหน้าที่ “ประธาน กสทช.” ที่อาจยัง “ไม่สมูท” แต่เจ้าตัวยืนยันอีกไม่เกิน 1 ปี หวังว่าทุกอย่างดีขึ้นอย่างแน่นอน!!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



