สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ว่า อีอีเอ ระบุในรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตเกือบ 195,000 ราย จากเหตุอุทกภัย, พายุ, คลื่นความร้อน, คลื่นความหนาว, ไฟป่า และดินถล่ม ระหว่างปี 2523-2564 อีกทั้งจากความเสียหายมูลค่ารวมประมาณ 560,000 ล้านยูโร มีเพียง 170,000 ล้านยูโร (ราว 6.3 ล้านล้านบาท) เท่านั้นที่ได้รับการประกัน

“เพื่อป้องกันความสูญเสียเพิ่มเติม เราจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการตอบสนอง ต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกอย่างเร่งด่วน” นางอเล็กซานดรา แคซเมียร์ชัค ผู้สันทัดกรณีของอีอีเอ กล่าว

จากข้อมูลล่าสุด คลื่นความร้อนมีสัดส่วนในการเสียชีวิตและความสูญเสียทางการเงินอยู่ที่ 81% และ 15% ตามลำดับ ซึ่งอีอีเอ ระบุว่า ยุโรปจำเป็นต้องใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองประชากรสูงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อ่อนไหวต่อความร้อนสูง เพราะแม้นโยบายการปรับตัวระดับชาติ และยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพส่วนใหญ่ ตระหนักถึงผลกระทบที่ความร้อนมีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด กับระบบทางเดินหายใจ แต่มาตรการที่ครอบคลุมผลกระทบโดยตรงจากความร้อน กลับมีไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

ในเดือน ก.พ. 2565 อีอีเอ กล่าวว่า สภาพอากาศรุนแรงคร่าชีวิตผู้คนประมาณ 142,000 คน และสร้างความเสียหาย 510,000 ล้านยูโร (ราว 19 ล้านล้านบาท) ในช่วงปี 2523-2563 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของตัวเลขที่เผยแพร่ล่าสุด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อปี 2564 อุทกภัยในเยอรมนีและเบลเยียม ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเกือบ 50,000 ล้านยูโร (ราว 1.9 ล้านล้านบาท)

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภัยแล้ง 5 หรือ 6 เท่าในปี 2565 และความสูญเสียทางเศรษฐกิจอาจเพิ่มจาก 9,000 ล้านยูโรต่อปี (ราว 336,000 ล้านบาท) ในปัจจุบัน เป็น 25,000 ล้านยูโร (ราว 934,000 ล้านบาท) ในช่วงปลายศตวรรษนี้ หากโลกร้อนขึ้นอีก 1.5 องศาเซลเซียส

อีอีเอ ระบุเสริมว่า ผลกระทบที่ตามมาสำหรับภาคการเกษตร อาจเป็น “หายนะ” ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ผลผลิตและรายได้ผลิตผลเกษตรคาดว่าจะลดลงอีกในอนาคต.

เครดิตภาพ : AFP