นายอธิปัตย์ พลอยพรายแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความเสี่ยงและตรวจสอบทุจริต บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ผู้นำด้านการให้บริการทางการเงินแบบดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรู มันนี่ ได้ร่วมหารือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อนำเสนอแนวทางช่วยเหลือในการติดตามผู้กระทำความผิด หรือกลุ่มมิจฉาชีพ ด้วยการสนับสนุนเทคโนโลยีในการทำระบบฐานข้อมูลกลาง หรือ พูล ดาต้าเบส (Pool Database) เพื่อช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกในการบันทึกข้อมูล และตรวจสอบข้อมูลของบุคคลที่กระทำความผิดด้านการเงิน ซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบและวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยหากระบบแล้วเสร็จ จะช่วยให้การตรวจสอบประวัติอาชญากรรมในรูปแบบใหม่แก่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงองค์กรอื่นๆ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
“ภัยออนไลน์ที่ถือว่าสร้างความกังวลและความกลัวให้กับผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำธุรกรรมบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการทำระบบฐานข้อมูลกลาง จะช่วยป้องกันประชาชนจากการตกเป็นเหยื่อทุจริตทางการเงินโดยมิจฉาชีพได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ทรูมันนี่ยังมีแผนจัดสัมมนา โดยได้ความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ให้กับประชาชนอีกด้วย”

นายอธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ทรูมันนี่ ได้ยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยให้เข้มงวดมากขึ้น ตลอดเส้นทางการทำธุรกรรม ด้วยการกำหนดให้ใช้ฟีเจอร์สแกนหน้าเพื่ออนุมัติรายการโอนและถอนเงินตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา และได้พัฒนาและนำระบบสแกนหน้าที่ใช้เทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์ หรือการอ่านข้อมูลชีวมิติ เพื่อตรวจจับอัตลักษณ์บุคคล ที่พัฒนาร่วมกับบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันและเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนระดับโลก มาใช้ตั้งแต่กลางเดือน ต.ค. 65 เพื่อเสริมฟีเจอร์และบริการด้านความปลอดภัยที่ครอบคลุม ตั้งแต่การเรียกยืนยันตัวตน ผ่านระบบสแกนใบหน้าเมื่อมีการใช้งานบัญชีบนอุปกรณ์ใหม่, ระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ และการตรวจสอบ แจ้งเตือน และหยุดธุรกรรมแปลกปลอมในทันที.



