หากพูดถึง “ความสัมพันธ์ไทย–จีน” ถือว่ามีมาอย่างยาวนาน ทำให้ที่ผ่านมามีความใกล้ชิดทั้งในด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม ประเพณี และในระดับประชาชน ที่ชาวจีนจำนวนมากอาศัยอยู่ในประเทศไทย และประสบความสำเร็จในการดำรงชีวิต และกลายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยและความสัมพันธ์ระหว่างไทย–จีน
ขณะเดียวกันไทยและจีนยังขยายความร่วมมือกันในหลากหลายมิติ ทั้งในเรื่องการค้า การลงทุน ที่ติดต่อค้าขายมาอย่างยาวนาน รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆ และอีกมิติที่สำคัญ นั่นก็คือ การท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งที่เดินทางมาประเทศไทย แม้จะมีการสะดุดไปบ้างจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าจีนได้เข้ามาท่องเที่ยวและช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของไทย อีกทั้งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยและความเข้าใจระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ที่เป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งต่อไป
วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 นี้ ตรงกับโอกาสครบรอบ 48 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ในมุมมองของ “เสถียร เสถียรธรรมะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือที่ถูกยกย่องในวงการเศรษฐกิจ “เจ้าพ่อคาราบาวแดง” เปิดมุมมองเอาไว้ได้น่าสนใจว่า ประเทศจีน มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และมีองค์ความรู้เป็นของตัวเอง ซึ่งน่าศึกษาและเรียนรู้ในหลายด้าน ทั้งการผลิต การกระจายสินค้า ช่องทางออนไลน์ หากไทย-จีน มีการร่วมทุนหรือร่วมกิจการระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อหาโอกาสเข้าไปทำตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นับว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจไม่น้อย

เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรจำนวนมหาศาล โดยความร่วมมือดังกล่าวจึงน่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้หากรัฐบาลไทยมีนโยบายที่สนับสนุนการลงทุนในจีนที่เหมาะสมเพราะภาคธุรกิจของจีนมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีราคาที่แข่งขันได้ นอกจากนี้ความชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย–จีน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (พ.ศ. 2565-2569) และ แผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการร่วมกัน ส่งเสริมเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 น่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น
หากรัฐบาลมีการส่งเสริมการประสานกำลังเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย กับ กรอบความร่วมมือเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (GBA) และ เขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงชี (YRD) ของจีน ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
สัมพันธ์ไทย-จีนแข็งแรงเชื่อมโยงหลายมิติ
สำหรับการสานสัมพันธ์ไทย-จีนให้ยาวนานมากที่สุดนั้น มองว่า ไทยและจีนมีรากฐานที่แข็งแรงและเชื่อมโยงกันในหลายมิติอยู่แล้ว จึงสามารถใช้โอกาสนี้ต่อยอดทางเศรษฐกิจได้มากมาย อีกทั้งประเทศจีนยังมีความสัมพันธ์กับทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสามารถพัฒนาทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจในภาพรวมได้ เช่น ในปี 2565 ไทย-จีนได้ออกถ้อยแถลงร่วมกัน โดยกล่าวถึงการเชื่อมโยง โครงการรถไฟจีน–สปป.ลาว กับระบบรางของไทย และเสริมสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
รวมไปถึงการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศจีนและประเทศไทย เช่น การขับเคลื่อนความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคและส่งเสริมการสอดประสานระหว่าง กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี–เจ้าพระยา–แม่โขง (ACMECS) และกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (MLC) เพื่อเสริมสร้างการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคในเชิงลึก ส่งเสริมความเชื่อมโยง การค้าและการลงทุน รวมทั้งเสริมสร้างความยืดหยุ่นผ่านความร่วมมือด้านสาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน ทรัพยากรน้ำ และการพัฒนาดิจิทัล ให้สัมฤทธิผล ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย และทำให้สายสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้น และยกระดับเศรษฐกิจจีนและภูมิภาคอาเซียนไปพร้อม ๆ กันด้วย
คาราบาวกรุ๊ป หลังการเข้าไปทำตลาดในประเทศจีนเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ได้มุ่งเน้นไปที่คุณภาพสินค้าและสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในประเทศจีนได้ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองเศรษฐกิจของจีนในยุคหลังที่เปลี่ยนไป โดยมุ่งเน้น สินค้าคุณภาพสูง ทั้งในแง่ของการผลิตสินค้าและตัวผู้บริโภคเองเป็นหลัก ทำให้คาราบาวกรุ๊ปสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดมาได้สำเร็จ นอกจากนี้ การเปิดประเทศและผ่อนคลายมาตรการโควิดเป็นศูนย์ของจีน (Zero-Covid Policies) ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางการประสบปัญหาสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ และเงินเฟ้อของประเทศอื่น ๆ ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจการเปิดเมือง ฉะนั้นการเปิดเศรษฐกิจของจีนจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้จีนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาคได้ ดังนั้น ความสัมพันธ์อันดีของประเทศจีนและประเทศไทย เชื่อว่าจะส่งผลให้ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขยายฐานการค้าในประเทศจีนได้มากขึ้น

นำเสนอสินค้าคุณภาพให้คู่ค้าหลักที่สำคัญ
“หากพูดถึงธุรกิจของคาราบาวกรุ๊ปว่า มีส่วนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ของไทย–จีน อย่างไรบ้างนั้น คาราบาวได้เข้าไปลงทุนในประเทศจีน และนำเสนอสินค้าคุณภาพเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคจีนมาโดยตลอด แม้จะประสบกับวิกฤติโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังทั่วโลก แต่บริษัทก็ยังดำเนินกิจการในประเทศจีนมาอย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ คาราบาวกรุ๊ปยังคงมองหาโอกาสที่จะลงทุนในพื้นที่ต่างๆของประเทศจีน และร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นเพื่อบุกตลาดอื่น ๆ เนื่องจากภาคเอกชนในประเทศจีนมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก และมีองค์ความรู้เป็นของตัวเอง บริษัทจึงเล็งเห็นถึงความน่าสนใจในการร่วมทุนหรือร่วมกิจการกับพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ เพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจด้วย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตลาดจีนที่ใคร ๆ มองว่าเป็น “ตลาดปราบเซียน” แต่สำหรับ คาราบาว กรุ๊ป ที่เข้าไปลงทุนในจีนช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น เราจะไม่ยอมแพ้พยายามจะหาโอกาสมากขึ้น หลังจากได้ใช้เงินลงทุนไปเป็นจำนวนมาก และการอดทนมาถึงตอนนี้ ผมเชื่อว่าความคาดหวังที่เราจะมีโอกาสขยายการเติบโตในประเทศจีนจะสำเร็จภายใน 1-2 ปีหลังจากนี้ ประเทศจีนจะเป็นเป้าหมายหลักและมุ่งหวังให้เป็นประเทศคู่ค้าหลักที่สำคัญ.
สกุลตา สาเหลา : เรื่อง / จุมพล นพทิพย์ : ภาพ



