เรียกว่าเป็นอีกศิลปินที่ออกไปไล่ตามฝันที่ต่างแดน สำหรับ  ซันนี่-เกวลิน บุญศรัทธา ศิลปินจีน ลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน  ที่แฟน ๆ รู้จักกันในชื่อ “หยางหยวินฉิง” ซึ่ง ณ วันนี้เธอได้โลดแล่นในวงการเพลงจีนนานถึง 12 ปี แล้ว โดยเส้นทางของเธอนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่แลกมาด้วยความพยายามและหัวใจที่แข็งแกร่ง กับการยืนหยัดในสายอาชีพของตัวเอง จนสามารถกลายเป็นศิลปินตัวท็อปของวงการเพลงจีนได้ในที่สุด ล่าสุด ซันนี่ ขอทำตามอีกหนึ่งความตั้งใจ กับการจัดคอนเสิร์ตที่บ้านเกิดเป็นครั้งแรก ในชื่อ  “SUNNEE FIRST FAN CONCERT ‘SURPRISE ON THE ROAD’ IN BANGKOK 2023” แสดงวันที่ 15 ก.ค. นี้ ณ โรงละครเคแบงก์ สยามพิฆเนศ งานนี้ “ฮาอึน” เลยไม่พลาดไปพูดคุยกับเธอ ถึงคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่ถ่ายทอดจากความคิดของเธอเพื่อแฟนชาวไทยโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังได้เปิดใจตัวตนและมุมมอง ที่เจ้าตัวเล่าถึงการเดินทางในวงการบันเทิง ที่มาถึงจุดนึงที่ท้อจนอยากยอมแพ้ แต่ได้กำลังใจสำคัญที่ทำให้เธอไม่ทิ้งฝัน นอกจากนี้ยังอัปเดทเรื่องหัวใจที่ศิลปินสาวออกปากว่า  “ดีเอ็มมาหาหนูเถอะ!”  รวมถึงความรักที่มีต่อ  “Sun Star” ด้วย

Q : อัพเดทงานที่กำลังจะถึงนี้กันหน่อย  “SUNNEE FIRST FAN CONCERT  SURPRISE ON THE ROAD  IN BANGKOK 2023” รู้สึกยังไงบ้างกับแฟนคอนเสิร์ตครั้งแรก ที่บ้านเกิด?

ซันนี่ : ก่อนอื่นก็รู้สึกดีใจนะคะ และขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่คอยช่วยเหลือ รวมถึงสุดสัปดาห์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ที่ให้โอกาสดี ๆ แบบนี้กับหนู  ส่วนการเตรียมตัว ในเรื่องของคอนเท้นต์ในงาน และเพลงที่ร้องในงานนี้ ก็เป็นความคิดของหนูทั้งหมดค่ะ ส่วนชื่อของงาน  ‘ SURPRISE ON THE ROAD ’ ก็เป็นความคิดของหนูเหมือนกัน เหมือนครั้งนี้หนูถือว่าเป็นการเซอร์ไพร้ส์ของหนูด้วย และเป็นการเซอร์ไพร้ส์กับแฟน ๆ ด้วย ที่ได้จัดแฟนคอนเสิร์ตครั้งแรกที่เมืองไทยค่ะ

Q : ชื่อคอนเสิร์ต “SURPRISE ON THE ROAD ” ได้แรงบันดาลใจมาจากไหน?

ซันนี่ : ก่อนอื่นหนูรู้สึกว่า เพราะหนูทำงานอยู่ที่เมืองจีนตลอด และเหมือนครั้งนี้ได้กลับมาเมืองไทย และหนูได้พบปะกับแฟน ๆ ชาวไทยบ้าง ส่วนใหญ่ทุกคนจะรู้จักหนูในติ๊กต๊อก เห็นในติ๊กต๊อกแล้วก็อยากรู้จักหนูมากขึ้น แต่รู้สึกว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าเดินทางนี้ของหนูมันเป็นยังไง และทั้ง 12 ปีที่ผ่านมา มันมีเซอร์ไพร้ส์บนเส้นทางเดินของหนูเสมอ ความคิดเป็นแบบนี้ เลยอยากเล่าถึงเรื่องการเดินทั้ง 12 ปี ที่ผ่านมาค่ะ

Q : ความท้าทายในการทำแฟนคอนเสิร์ตครั้งนี้ อยู่ที่ตรงไหน มีอะไรที่อยากโฟกัสเป็นพิเศษ?

ซันนี่ : สำหรับหนูคิดว่าความท้าทายคือการพูดภาษาไทยค่ะ เพราะว่าภาษาไทยไม่ได้ใช้นานแล้ว และเหมือนครั้งนี้ตอนกลับมาแรก ๆ เราพูดภาษาไทยก็จะงง ๆ  ก็หวังว่าในวันที่ 15 ก.ค. นี้ ในช่วงการทอล์คของหนู ก็ขอให้มีอะไรที่สนุกสนาน พูดรู้เรื่อง คนอื่นก็รู้เรื่อง ก็โอเคค่ะ (หัวเราะ)

Q : อยากให้แฟน ๆ ได้รับอะไรกลับออกจากแฟนคอนเสิร์ตครั้งนี้ของ “ซันนี่” ที่สุด?

ซันนี่ : รอยยิ้มและความสุขค่ะ เพราะจริง ๆ แล้ว ตัวหนูเองเป็นศิลปินทุกวันนี้ สิ่งที่หนูอยากทำมากที่สุดคือให้คนที่ชื่นชอบหนู ได้มีความสุขเวลาที่เจอหนู มีความสุขเวลาที่ได้ฟังเสียงของหนู หนูว่าอันนี้คือสิ่งที่แฮปปี้ที่สุดแล้วค่ะ

Q : อัพเดทผลงานอื่น ๆ กันบ้าง ปีนี้มีอะไรออกมาฝากแฟน ๆ อีก?

ซันนี่ : ปีนี้ก็มีวาไรตี้ที่ประเทศจีน ทุกคนก็สามารถติดตามได้ค่ะ และกำลังเตรียมตัวทำคอนเสิร์ตที่เมืองจีน ก็หวังว่าปีนี้ จะมีโอกาสได้พบกับแฟน ๆ ชาวจีนด้วยค่ะ

Q : อีกหนึ่งผลงานที่หลายคนภูมิใจ กับการร่วมร้องเพลงธีมโปรโมท Hangzhou 2023 Asian Game กับ “แจ็คสัน หวัง , ถานเจี้ยนซื่อ” และ “แองเจล่า ชาง” ใน “เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19” หรือ “หางโจวเกมส์” รู้สึกยังไงบ้างทีได้มาร่วมโปรเจ็กต์นี้?

ซันนี่ : ก่อนอื่นก็ขอบคุณเอเชี่ยนเกมส์นะคะที่ให้โอกาสดีๆ ที่ให้หนูได้ร่วมทำงานในครั้งนี้ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเป็นเอเชี่ยนเกมส์ รู้แค่ว่าเป็นเกมส์กีฬาเฉย ๆ แต่พอได้ถ่ายเอ็มวีวันนั้น ถึงได้รู้ว่าเป็นเอเชี่ยนเกมส์ และตอนอัดเพลงถึงรู้ว่ายังมีรุ่นพี่ที่ชื่อเสียงและมีความสามารถร่วมร้องด้วย เป็นเกียรติอย่างมากค่ะ (ยิ้ม) ซึ่งในการทำงานหนูก็เต็มที่ทุกครั้งค่ะ

Q : ถามย้อนเส้นทางศิลปินหน่อย จากการเป็นศิลปินเกิร์ลกรุ๊ป “A’N’D (Angel ‘N’ Devil)” ที่ไต้หวัน อะไรทำให้  “ซันนี่”  ตัดสินใจไปร่วมรายการ “ Produce 101 China”  เพื่อเป็นศิลปินที่เมืองจีน?

ซันนี่ : ถือว่าเป็นโอกาสมากกว่า มีโอกาสมีรายการนี้มา ตอนแรกหนูไม่อยากไปแข่ง เพราะตอนนั้นหนูคิดไว้แล้วว่าจะกลับเมืองไทยและหางานทำ แต่มีโอกาสนี้ เพื่อนรอบตัวก็บอกว่าลองไปดูมั้ย เลยคิดว่าไปละกัน แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดว่าตัวเองจะได้เดบิวท์หรือมีชื่อเสียงด้านนี้นะคะ คิดแค่อย่างเดียวว่าขอไปอยู่เวทีใหญ่ ๆ และร้องเพลงสักครั้งนึง แล้วจะพอใจและภูมิใจ ที่เรามาถึงจุดนี้ได้ค่ะ

Q : ทำงานไกลแบบนี้ คุณพ่อและคุณแม่ว่ายังไงบ้าง?

ซันนี่ : จริง ๆ คุณพ่อคุณแม่ก็เป็นห่วงค่ะ แต่ว่าคุณพ่อคุณแม่ก็ซัพพอร์ทหนูเต็มที่ ขอแค่หนูอยากทำอะไร เขาก็จะซัพพอร์ทเต็มที่เสมอ”

Q : ตอนนั้นพอได้เดบิวท์วง “Rocket Girls 101” ที่จีน รู้สึกยังไงบ้าง?

ซันนี่ : จริง ๆ หนูเดบิวท์มาก่อนหน้านั้นแล้ว หนูเป็นนักแสดงก่อน และได้เล่นละครมาเรื่อย ๆ ไป 3 เรื่องและหายไป ตอนนั้นก็สู้ อยากจะลองอีกสักรอบนึง หนูไปไทเปก่อนแล้วก็ไปปักกิ่ง ซึ่งที่นั่นเราก็มีโอกาสได้รู้จักเพื่อน ๆ ใหม่ ๆ และมีโอกาสจากการแข่งขัน ‘Produce 101’ และได้เป็น ‘Rocket Girls 101’ ก็มีชื่อเสียง ซึ่งสิ่งที่หนูรู้สึกประทับใจจากการได้เป็น ‘Rocket Girls 101’ คือการที่ตัวเองทำได้ เมื่อก่อนหนูมีขีดจำกัดให้กับตัวเอง แต่พอได้แข่งรายการนี้แล้วมีคนชื่นชอบมากขึ้น ได้เดบิวท์แล้วก็รู้สึกว่าจริง ๆ คนเราชีวิตมันไม่มีที่สิ้นสุด เราไม่มีขีดจำกัดของตัวเอง  เวลาเราตั้งใจทำอะไร เวลาที่เราพยายามทำสิ่งนั้น มันจะออกมาได้ดีค่ะ ไม่ว่ามันจะออกมาได้ดีในรูปแบบไหน แต่หนูว่าหนูโชคดีที่ในออกมาดีมาก ๆ ในรูปแบบการมีคนชื่นชอบเพิ่มขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุด คือหนูทำมันได้ด้วยตัวเอง

Q : เล่าชีวิตการเป็นไอดอลจีนให้ฟังหน่อย นอกจากเรื่องของภาษาแล้ว มีอุปสรรคอะไรอีกบ้างในการทำงานที่นั่น?

ซันนี่ : สำหรับหนูไม่มีอุปสรรคนะคะ เพราะเรื่องร้องเพลงก็เป็นสิ่งที่หนูชอบ เรื่องเต้นก็เป็นสิ่งที่หนูชอบ อยู่บนเวทีหนูก็ชอบ เพราะฉะนั้นเลยไม่มีอุปสรรคอะไรในเรื่องของการเป็นศิลปิน แต่อาจจะมีอุปสรรคในเรื่องของการเข้าสังคมมากกว่า คือนิสัยหนูอาจจะเด็กหน่อย เมื่อก่อนเวลาเข้าสังคมหนูอาจไม่ค่อยรู้กาละเทศะเท่าไหร่ เพราะยังเด็ก แต่พอโตขึ้น เราก็ต้องเรียนรู้การเข้าสังคม การเข้าหาคนอื่น ๆ เพราะแต่ละคนนิสัยก็ไม่เหมือนกัน ชอบฟังสิ่งที่ไม่เหมือนกัน ในเรื่องการเข้าสังคมสำหรับหนูอาจเป็นอุปสรรคนิดหน่อย เพราะหนูเองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยคิดเยอะ เป็นตรงๆ ชิลล์ ๆ

Q : เคยมีมุมท้อในการทำงานจนอยากยอมแพ้บ้างมั้ย และเอาชนะมันมาได้ยังไง?

ซันนี่ : การทำงานหนูท้อเสมอค่ะ เวลามีเรื่องไม่สบายใจ หนูจะท้อเสมอ เพราะว่าหนูเป็นคนจิตใจไม่ค่อยแข็งแรง เซ็นซิทีฟ และซีเรียสง่าย แต่หนูก็กลับมาเร็ว อย่างอุปสรรคนี้ถ้าเหนื่อยเกิน เราถอยมาก่อน ให้เวลาตัวเองแล้วค่อยไปเริ่มต้นใหม่ ก็จะเป็นแบบนี้เสมอ

Q : เคยท้อจนไม่อยากสู้ต่อ  เคยไปถึงจุดนั้นมั้ย?

ซันนี่ : มีค่ะ ช่วงปลายปีแล้ว ตอนนั้นเลยตัดสินใจกลับบ้าน ที่กลับมาเพราะรู้สึกว่าเราไม่สามารถรับพลังของวงการบันเทิงได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลังบวกหรือลบ รู้สึกว่าตอนนั้นตัวเองอยู่ในช่วงสับสน และไม่สามารถฮีลตัวเองได้แล้ว เลยกลับบ้านดีกว่า จริง ๆ ก็คิดไว้ว่ากลับมาคุยกับตัวเองว่าถ้าเราไม่สามารถยืนอยู่ตรงนั้นได้ งั้นเราถอยดีกว่ามั้ย ปีที่แล้วเป็นแบบนี้ แล้วพอได้กลับมาบ้าน มาชาร์ตแบต ได้เจอคุณพ่อคุณแม่และครอบครัว ได้รู้จักกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ คนใหม่ ๆ ที่ให้ความคิดเห็น ให้มุมมองการใช้ชีวิต มันก็มีความแตกต่าง เลยรู้สึกว่าจริง ๆ แล้ว ถามตัวเองเราก็ยังชอบร้องเพลงอยู่ ก็ยังชอบอยู่บนเวที ให้ความสุขกับคนที่มาฟังเพลงเรา มาดูเรา หนูเลยรู้สึกว่าอันนี้มันเป็นสิ่งที่หนูชอบ ก็ไม่อยากท้อ ไม่อยากถอย รวมทั้งได้รับพลังงานบวกจากคนรอบตัวด้วย หนูเลยคิดว่าโอเค สู้ต่อ

Q : ช่วงฮีลใจมีคำพูดจากใครเป็นพิเศษมั้ย ที่ทำให้เรารู้สึกว่าจะละทิ้งเส้นทางนี้ไม่ได้?

ซันนี่ : มีค่ะ จากแฟน ๆ ก็มี อย่างแฟน ๆ จะเรียกหนูว่า ‘เจ๊ ’ เขาบอกว่า ถ้าอยากกลับไปพักผ่อน ก็พักผ่อนให้เต็มที่ แต่พวกหนูจะรอเจ๊อยู่ตรงนี้นะ หรือไม่ก็การได้พบปะแฟน ๆ ชาวไทยแบบนี้ หนูก็อาจจะแง้ม ๆ ว่าหนูทำได้ไม่ดี ไม่สามารถทำให้ทุกคนเจอหนูได้บ่อย ๆ เขาก็จะบอว่า ‘ไม่เป็นไร หนูรอพี่มา 5 ปีแล้ว หนูรอต่อได้’ อันนี้คือจากแฟนคลับที่หนูรู้สึกว่ามันมีคนที่ชื่นชอบหนูอยู่ตลอด แล้วทำไมหนูต้องถอย บวกกับการได้รู้จักพี่ ๆ คนใหม่ ๆ ที่เขาก็จะบอกกับหนูเสมอว่า ‘เธอมีดีของเธอ เธอทำได้ เธอไปได้ ทำไมเธอถึงท้อล่ะ ไม่มีความมั่นใจในตัวเองล่ะ’ คือค่อย ๆ ได้รับพลังบวกมาเรื่อย ๆ จากแฟนคลับ จากคนรอบตัว จากคุณพ่อคุณแม่ แต่คุณพ่อคุณแม่จะเป็นแนวแบบ  ‘ถ้าเธอไม่อยากทำ ก็ไม่ต้องทำนะ ถ้าเธอเหนื่อยแล้ว เราก็หยุด ป๊าและม๊าดูแลเธอได้ ’ หนูเลยรู้สึกว่าจริง ๆ มันไมได้แย่ขนาดนั้น เราเองก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น เลยรู้สึกว่าโอเค เราเริ่มต้นใหม่ละกัน

Q : อะไรทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ   ทั้งทีความจริงแล้วจากมุมมองของหลายคน เราก็เป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน?

ซันนี่ : หนูเป็นคนเซ้นซิทีฟค่ะ และเมื่อก่อนหนูชอบให้ความหวังตัวเอง คือหนูว่าการให้ความหวังตัวเอง ถ้าเราทำได้ มันก็จะสุดยอด แต่ว่าถ้าเราทำไม่ได้ เราจะเสียเซลฟ์มากกว่าปกติ คือหนูตั้งความหวังให้ตัวเองเสมอ ตอนที่หนูมีชื่อเสียงขึ้นมา มีคนรู้จักหนูมากขึ้นก็เหมือนบอกกับตัวเองว่า ‘ฉันรู้ว่าวันนึงฉันจะไม่มีกระแส แต่ขอให้เวลานี้มันช้าหน่อย ขอให้ฉันได้อยู่ในกระแส ได้ทำในสิ่งที่ฉันรักได้นานหน่อย’ แต่โลกมันไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด มันกลับกลายเป็นว่า สิ่งที่หนูกลัวที่สุดมันเข้ามาเยือนเร็วมาก ๆ ในช่วง 2-3 ปี หนูก็หายไป ไม่มีกระแส  พอให้ความหวังตัวเอง แล้วตัวเองไม่ได้ ก็จะเฟลแรง พอตัวเองเฟลแรงก็จะรู้สึกว่า ทำไมตอนนี้คนรอบตัวเป็นแบบนี้ ทำไมต้องเจอเรื่องแบบนี้ เป็นที่ตัวเองมากกว่าค่ะ หลังจากนั้นก็บอกกับตัวเองว่าอย่าไปให้ความหวังกับตัวเองมาก เราทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น แต่จริง ๆ หนูก็เป็นแบบนี้ตลอดนะคะ เวลาทำงานก็ดีใจในทุกวัน เราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ก็โอเคแล้ว แต่ในระยะยาว เราก็ยังมีความฝันที่อยากทำโน่นนี่

Q : เป็นคนดังย่อมไม่พ้นเสียงวิจารณ์ ณ วันนี้ “ซันนี่” รับมือกับมันยังไง        

ซันนี่ : ตอนนี้ไม่สนใจค่ะ ตอนนี้ใครจะว่าอะไรก็เรื่องของเขา แต่หนูจะเสียเซลฟ์มากกว่า ถ้าถูกคนรักว่า ถ้าเป็นคนรอบตัวหรือแฟนคลับ หนูอาจจะเสียใจมากกว่า แต่เป็นคนอื่นไที่ได้รู้จักหนูจริง ๆ ไม่ได้มาติดตามหนูจริง ๆ หนูไม่แคร์ค่ะ

Q : มีคำพูดดูถูก ที่เรารู้สึกอยากเอาชนะบ้างมั้ย?

ซันนี่ : เมื่อก่อนมีค่ะ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วค่ะ เพราะเมื่อก่อนที่มีคำดูถูก หนูก็เอาความสำเร็จของหนูไปลบล้างคำดูถูกของทุกคน หนูทำได้แล้วค่ะ ตอนนี้มีคนดูถูกมั้ย หนูไม่แน่ใจ ก็อาจจะมี แต่ว่ามันไม่ได้สำคัญกับชีวิตหนูแล้ว เมื่อก่อนสำคัญนะคะ แต่ตอนนี้ไม่สำคัญแล้ว

Q : ณ วันนี้มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จหรือยัง

ซันนี่ : ในเรื่องของความฝัน หนูว่าสำเร็จแล้วค่ะ ในส่วนของหน้าที่การงานหนูว่ายังมีอะไรที่สามารถทำได้อีกเยอะ พูดถึงความฝันคือหนูอยากมีเพลงเป็นของตัวเอง อยากมีอัลบั้มเป็นของตัวเอง อยากมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง อันนี้หนูทำสำเร็จแล้ว แต่ความสำเร็จทางด้านวงการบันเทิง ก็คืออยากให้มีคนรู้จักหนูมากขึ้น อยากให้มีคนฟังเพลงของหนูมากขึ้น อันนี้ต้องเดินไปเรื่อย ๆ ค่ะ

Q : หลายคนมอง “ซันนี่” เป็นไอดอล หากใครที่กำลังไล่ตามฝันเหมือนเราอยู่ อยากให้กำลังใจเขายังไง?

ซันนี่ : ก็ยังคงเป็นคำเดิมค่ะ หนูว่าอุปสรรคมันมีขึ้นทุกวัน ไม่ว่าคุณจะเดินตามความฝันหรือใช้ชีวิต มันมีอุปสรรคเสมอ แต่ให้ถามตัวเองว่าชอบอะไร ชอบชีวิตแบบไหน ก็ให้เดินไปแบบนั้น ถึงแม้จะมีอุปสรรค แต่อย่างน้อยคุณมีความสุข เพราะคุณรู้ว่าทางเดินสุดท้ายที่คุณจะไปถึงจุดหมาย มันคืออะไร อย่ายอมแพ้กับอะไรง่าย ๆ ค่ะ

Q : เวลาคนนึกถึงชื่อ “ซันนี่” ณ วันนี้อยากให้คิดถึงอะไร?

ซันนี่ : เป็นนักร้องที่ร้องเพลงเพราะค่ะ ที่อยากให้เป็นคำนี้ เพราะทุกคนติดหนูในภาพของการเป็นไอดอลอยู่ ทุกคนอาจคิดว่าเป็นไอดอล เธอเก่งด้านไหน หนูร้องเพลงได้ และหนูเชื่อว่าเสียงเพลงของหนูทำให้คนฟังมีความสุขได้ ก็คือยากทุกคนรู้จักหนู ในการเป็นนักร้องที่ร้องเพลงเพราะ

Q : ตอนนี้ไอดอลหรือแบบอย่างในการทำงานของ “ซันนี่” คือใคร?

ซันนี่ : ไอดอลในดวงใจคือพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) ก็ยังยืนยันคำเดิมค่ะ เพราะว่าพี่เบิร์ดเล่นละคไรด้ ร้องเพลงได้ เล่นคอนเสิร์ตก็เก่ง เอ็นเตอร์เทนคนก็เก่ง เป็นพิธีกี หนูว่าตัวเขาทั้งหมด หนูอยากเป็นเหมือนพี่เขา ที่เป็นศิลปินที่สามารถทำได้หลายอย่าง ในความคิดของหนูคือ ซันนี่เป็นนักร้อง เอ๊ะ! แต่ก็เล่นละครได้ ทอล์คได้ เอ็นเตอร์เทนเนอร์ได้ หนูอยากให้เป็นแบบนี้มากกว่า เป็นเหมือนพี่เบิร์ด

Q : หากมีพลังพิเศษได้สักหนึ่งอย่าง อยากมีพลังอะไร?

ซันนี่ : อ่านใจคน อยากมีตั้งแต่ครั้งแรกที่มีคนถามคำถามนี้ ตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม เพราะหนูว่าใจนคนเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อยากอ่านใจคนค่ะ จะได้รู้ว่าคนที่เดินยิ้มตรงหน้า  ‘ไฮ! ซันนี่’ หนูจะได้อ่านใจเขาได้ว่าเขาไฮจริงหรือไฮปลอม (ยิ้ม)

Q : มีความสามารถพิเศษอะไร ที่แฟน ๆ ยังไม่เคยรู้บ้างมั้ย?         

ซันนี่ : หนูเลี้ยงเด็กเก่งค่ะ เพราะหนูชอบอยู่กับเด็ก หลานที่เพิ่งเกิดตอนแรก ๆ เวลาที่แม่ของเขาเหนื่อย คือซ้อของหนู เวลาที่ซ้อเหนื่อย หนูก็จะเอาน้องมาเลี้ยง อุ้มให้น้องเขาหลับ หนูสามารถกล่อมเด็กนอนได้ (ยิ้ม)

Q : อัพเดทหัวใจบ้าง ณ วันนี้เป็นยังไง?

ซันนี่ : โสดสนิทเลย ไม่มีคนคุย ไม่มีแอบคุย ไม่มีอะไรทั้งสิ้น เปิดใจมา 2 ปีแล้วค่ะ ในความคิดของทุกคนอาจจะคิดว่าหนูมีแฟนแล้ว แต่หนูไม่มีจริง ๆ ค่ะ ไม่ได้ตอบแบบดารานะ เข้ามาเถอะ ใครที่ชอบก็ดีเอ็มมาหาหนูเถอะ (หัวเราะ)

Q : คนที่จะเอาชนะใจเราได้ ต้องเป็นยังไง?

ซันนี่ : หนูอยากได้คนที่มีพลังบวก และเป็นคนที่มีทัศนคติคล้าย ๆ กัน สอนหนูได้ เวลาคุยกันจะได้ไม่เหนื่อย

Q : มุมมองของคนดังกับการมีความรัก “ซันนี่” มองยังไง เรามีวิธีบาลานซ์ฐานแฟนคลับและดูแลหัวใจ คนรักเรายังไงบ้าง?

ซันนี่ : เรื่องหวงของแฟนคลับ หนูว่าเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่หนูว่าแฟนคลับหนูค่อนข้างเข้าใจ และโอเคถ้าในอนาคตหนูมีแฟน แต่เขาจะย้ำเสมอว่า ขอให้เธอเจอคนที่ดี เพราะในหน้าที่การงานของหนูมีอุปสรรคเยอะ คนที่ติดตามหนูจริง ๆ จัง ๆ จะรู้ว่าหนูเจออะไรมาบ้าง เขาก็อยากให้หนูเจอคนดี ๆ สักที ถ้าการงานไม่ดี ก็ขอให้เจอคนดี ๆ (ยิ้ม)

Q : มีรักแรกบ้างมั้ย เล่าให้ฟังหน่อย เป็นยังไง?

ซันนี่ : มีป๊อปปี้เลิฟค่ะ (ยิ้ม) จริง ๆ หนูจำไม่ค่อยได้แล้ว หนูว่าเด็กน้อยไม่รู้จักคำว่ารักคืออะไร ถึง ณ ตอนนี้หนูก็ยังไม่รู้ว่าความรักคืออะไร แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันมีคนเข้ามาแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วหนูก็มีชอบใคร มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ คนที่เข้ามาคุยกัน สุดท้ายก็เป็นแค่เพื่อนกัน เหมือนคุยกันไปมา เอ้า! เราเหมาะกับการเป็นเพื่อนกันมากกว่า หรือไม่ก็คุยกันไปมา งานเธอก็เยอะ งานฉันก็เยอะ งั้นก็โอเค เป็นเพื่อนกันดีกว่า แต่ไม่มีแบบคบกันจริง ๆ จัง ๆ ยังไม่มี

Q : นิยาม “ความรัก” ของ “ซันนี่”  ณ ตอนนี้เป็นยังไง?

ซันนี่ : ความรักคือสิ่งสวยงามค่ะ (ยิ้ม)

Q : พูดถึงอีกหนึ่งความรักคือ “Sun Star” มีความหมายยังไงกับ “ซันนี่” ?

ซันนี่ : หนูว่าเขาเป็นจุดฮีลใจสำคัญของหนู เพราะว่าทุกคนั้งที่หนูท้อ แฟนคลับจะมีความรู้สึกไปด้วย หนูเป็นคนอะเลิร์ท ชอบเล่นชอบคุย ถ้าวันไหนหนูเงียบ เขาก็จะแบบซันนี่เป็นอะไรรึเปล่า เขาก็จะเป็นห่วง หนูว่าเขาเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้หนูอยากทำงานต่อ สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่ สิ่งสำคัญที่สอง คือคนที่ชื่นชอบหนู ถ้าวันนึง หนูมีเวทีเป็นของตัวเอง แล้วมีคนบอกว่าฉันจะมา ถึงแม้จะมีแค่คนเดียว หนูว่าหนูจะยังทำต่อไป จนถึงวันนึงที่ไม่มีใครชื่นชอบหนูแล้ว หนูก็อาจจะไม่ทำแล้ว แต่ตอนนี้ทุกครั้งที่ท้อ ไม่ทำแล้ว สุดท้ายก็จะได้กำลังใจจากแฟนคลับเสมอ เช่น  ‘หนูรอพี่มาตั้งนานแล้ว จะรอต่อไปก็ได้ ไม่เป็นไร’ หรือไม่ก็ ‘ไม่เป็นไร แม้อนาคตพี่ไม่มีงาน แต่ถ้าพี่ร้องเพลงที่ไหน หนูจะไปดู’ หนูว่าคำพวกนี้มันทำให้หนูรู้สึกว่าเรายังมีชีวิตอยู่ในวงการนี้ ยังมีคนที่ชื่นชอบเรา ยังสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ

Q : มีอะไรที่ประทับใจในตัว “Sun Star ” ที่สุดอีกบ้าง?

ซันนี่ : คือ Sun Star จะบอกหนูเสมอค่ะ ว่า ‘ไม่ว่าเจ๊จะอยู่ที่ไหน จะมี Sun Star อยู่ที่นั่น’ และเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ค่ะ คือหนูมาเมืองไทย ก็จะมี Sun Star  ไทย หนูไปเมืองอื่น ๆ ก็จะเจอคนที่ชื่นชอบเสมอ รวมทั้งที่หนูไปปารีส ก็มี Sun Star  อยู่ทุกที อาจไม่ได้เป็นมุมกว้าง อาจเป็นแค่คนสองคน หรืออาจมีแค่คนเดียว แต่ ณ ตอนนั้น พอเราไปถึงตรงนั้น และได้เจอคน ๆ นึงที่เขาชอบและมารอเรา หนูก็มีความสุขแล้ว

Q : ฝากถึงแฟน ๆ และฝากผลงานอีกครั้ง?

ซันนี่ : วันที่ 15 ก.ค. นี้ แฟนคอนเสิร์ตครั้งแรกของหนูที่ประเทศไทย ก็อยากให้ทุกคนมาสนุกด้วยกัน วันนั้นยังมีแขกคนสำคัญ และหนูยังจะร้องเพลง เล่นเกมส์กับเพื่อน ๆ ทุกคน และในอนาคตก็ยังคงทำงานต่อไปเรื่อย ๆ พยายามดีลคอนเสิร์ตที่ประเทศจีน ถ้ามีโอกาสก็อยากให้ทุกคนได้มาสัมผัส และยังมีงานอื่น ๆ และเพลงในอนาคต ก็ยังจะออกต่อไป ยังไงก็ฝากทุกคนด้วยนะคะ

เชื่อว่าการพูดคุยครั้งนี้ จะทำให้แฟน ๆ ได้รู้จักตัวตนหลากหลายมุมในชีวิต “ซันนี่” และหลงเสน่ห์เธอมากขึ้น ที่สำคัญความคิดของเธอ อาจเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของหลายคนได้!