นายชานนท์ จิรายุกุล ประธานกรรมการอาวุโส ฝ่ายบริหาร ออปโป้แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ออปโป้ ได้เข้ามาทำธุรกิจในไทยแล้ว 15 ปี ถือว่าไทยเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดในอาเซียน การดำเนินธุรกิจต่อจากนี้ วางแผนยกระดับจากบริษัทสมาร์ตโฟน สู่บริษัทเทคโนโลยี ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ และขยายไปยังผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น สินค้าไอโอที และ แท็บเล็ต ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันได้มีการยื่นขอจดสิทธิบัตรกว่า 83,000 ฉบับ และจดสิทธิบัตรแล้วกว่า 42,000 ฉบับทั่วโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา อย่างล่าสุด คือ สมาร์ตโฟนจอพับได้ และกล้องพอร์ตเทรต ซูมได้ครั้งแรกในตลาดสมาร์ตโฟนระดับกลาง ฯลฯ

นอกจากนี้ยังจะเน้นการทำตลาดในสมาร์ตโฟนกลุ่มพรีเมียม ที่มีความคุ้มค่า และมีบริการหลังการขายที่ดี ซึ่งตลาดกลุ่มพรีเมียม ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อของคนไทยในกลุ่มนี้ยังพร้อมจ่าย หากมีผลิตภัณฑ์ที่โดนใจ โดยปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มพรีเมียมแบ่งเป็นอันดับ 3 ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งให้มากกว่าตัวเลขสองหลัก เพื่อขึ้นเป็นผู้นำในเร็วๆ นี้ ส่วนตลาดรวมมือถือ มีส่วนแบ่งอันดับ 2 อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าตลาดมือถือของไทยในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ จะมีการแข่งขันที่รุนแรง เพราะทุกแบรนด์มองไทยเป็นสำคัญ แต่ภาพรวมของตลาดคาดว่า จะชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากยังไม่มีสมาร์ตโฟนที่มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมขั้นสูง ที่จะมากระตุ้นตลาดได้ในปีนี้

นายชานนท์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดชะลอตัวลง คือ ผู้ให้บริการมือถือ ลดการลงทุน โดยเฉพาะงบประมาณในส่วนของการอุดหนุนราคาเครื่อง ทำให้เครื่องมีราคาสูงขึ้น และผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะไม่มีส่วนลดให้ จึงทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อได้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดบริษัทได้รุกตลาดสมาร์ตโฟนระดับกลางอีกครั้ง ด้วย OPPO Reno10 Series 5G รุ่นล่าสุดที่เปิดตัวพร้อมกัน 3 รุ่น มาพร้อมกับหนึ่งในเทคโนโลยีที่ภาคภูมิใจที่สุดในปีนี้ คือกล้อง Telephoto Portrait Camera กล้องพอร์ตเทรตซูมได้ที่มีครั้งแรกบนสมาร์ตโฟนในกลุ่มระดับราคานี้