วันนี้ (25 ก.ค.) ที่สำนักงาน กสทช. นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ประธานอนุกรรมการ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ กรณีการรวมธุรกิจ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับเบิลยูเอ็น) บริษัทลูกของเอไอเอส และบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ 3บีบี  ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิพลเมือง เปิดเผยว่า ได้จัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวงจำกัด (โฟกัส กรุ๊ป) กรณีการรวมธุรกิจ ระหว่าง เอไอเอส และ 3บีบี โดยมีภาคประชาชนและผู้ประกอบการเข้าร่วมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ประมาณ 100 ราย เพื่อนำข้อมูลไปประกอบกับผลการศึกษาของอนุฯ ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิพลเมือง และไปรวมกับผลการศึกษาของอนุฯอีก 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐศาสตร์ กฎหมาย และเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค. จากนั้นสำนักงาน กสทช. จะนำผลศึกษาบรรจุเป็นวาระเพื่อนำเสนอให้ บอร์ด กสทช. พิจารณา ลงมติต่อไป แต่ยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด

“หากผลการศึกษาของอนุฯด้านใดยังไม่แล้วเสร็จ หรือยังไม่สามารถจัดโพกัสกรุ๊ปได้ ก็สามารถเสนอขยายระยะเวลาต่อบอร์ด กสทช. จากกำหนดเดิมระยะ 90 วัน ออกไปได้อีก ซึ่งอยู่ที่ดุลยพินิจของบอร์ด กสทช. ว่าจะให้ขยายกี่วัน เช่น 30 วัน หรือ 60 วัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ากระบวนการต่างๆ ตลอดจนการลงมติของบอร์ด กสทช. ว่าจะอนุญาตให้รวมธุรกิจ หรือไม่ จะเสร็จสิ้นก่อนสิ้นปีอย่างแน่นอน และหากสุดท้ายมีการให้รวบธุรกิจก็เชื่อว่าต้องออกเงื่อนไขและมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดแน่นอน”

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

ทั้งนี้ที่ผ่านมาอนุฯ ได้มีการเชิญผู้ประะกอบการทุกบริษัท เข้ามาให้ข้อมูลหมดแล้ว ทั้งในส่วนของผู้ยื่นขออนุญาต คือ เอไอเอส และ 3บีบี และผู้ประกอบการอื่นๆ ในตลาด คือ ทรู และ เอ็นที ซึ่งได้ข้อมูลครบถ้วน ขณะที่ผลการศึกษาของสำนักงาน กสทช. ที่จัดทำก็เสร็จสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาอิสระของเอกชน เพื่อศึกษาเรื่องนี้อีก เช่นเดียวกับกรณีควบรวมทรู หรือ ดีแทค หรือไม่นั้น เป็นเรื่องบอร์ดจะพิจารณา หากเห็นว่าผลการศึกษาต่างๆ ที่จัดทำและเสนอขึ้นไปยังไม่ครบถ้วนที่จะพิจารณาลงมติ ก็สามารถว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระให้ศึกษาเพิ่มเติมได้

ด้านนายฉัตร คำแสง ผู้อำนวยการ ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่า หากเอไอเอส และ 3บีบี รวมกันจะทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาด เพิ่มขึ้นเป็น 43.7% ขึ้นเป็นอันดับ 1 ขอตลาดบอร์ดแบรนด์ในทันที และดัชนีการกระจุกตัวของอุตสาหกรรม (เอชเอชไอ) จากปัจจุบันอยู่ที่ 2,724 จุด จะเพิ่มขึ้นเป็น 3,562 จุด

“ในความเห็นส่วนตัวมองว่าผลกระทบการกระจุกตัวฯ อาจจะเกิดในวงจำกัด ไม่กระทบในวงกว้าง ตลาดยังพอเอื้อ ให้เกิดการแข่งขันอยู่ เพราะมีผู้ให้บริการรายย่อยจำนวนมาก แต่หากมองในกรณีเลวร้าย การรวมธุรกิจดังกล่าว จะทำให้ค่าบริการแพงขึ้น 9.5-22.9% ซึ่งการแพงขึ้นอาจมองได้หลายทาง ทั้งได้บริการขายพ่วงลดลง ได้ความเร็ว สปีดลดลง ฯลฯ อย่างไรก็ตามต้องดูในประเด็น ฟิกซ์-โมบาย คอนเวอร์เจนซ์ ที่จะะพ่วงบริการมือถือ อินเทอร์เน็ตบ้าน และคอนเทนต์ ซึ่งตลาดนี้จะเหลือผู้เล่น 2 ค่ายใหญ่เท่านั้น เพราะเอ็นทีไม่มีบริการที่ครบวงจร”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการแสดงความเห็นของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ส่วนใหญ่สนับสนุน โดยมองว่าจะได้รับบริการที่ดีขึ้น สองบริษัทมีการแชร์เทคโนโลยี ลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน และได้รับบริการพ่วงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงศูนย์บริการที่มากขึ้น ฯลฯ สำหรับเอไอเอสได้ประกาศดีลซื้อ 3บีบี เมื่อวันที่  4 ก.ค. 65 ในสัดส่วนถือหุ้น 99.87% และคาดว่าดีลจะเสร็จสมบูรณ์ได้รับการเห็นชอบจาก กสทช. ในไตรมาส 1 ของปี 66 แต่กระบวนการต่างๆ ก็เกิดการล่าช้ามาจนถึงปัจจุบัน.