สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่า กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ว่า “ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป” ที่จะต้องใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน ต่อข้าวบาร์เลย์ของออสเตรเลีย ด้วยการขึ้นภาษีเป็นอัตรา 80.5% เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 2563 โดยรัฐบาลปักกิ่งจะยุติการใช้ข้อบังคับ ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. เป็นต้นไป
ต่อจากนั้นไม่นาน กระทรวงการค้าออสเตรเลียออกแถลงการณ์ ยืนยันการถอนคำร้อง กรณีที่จีนใช้มาตรการดังกล่าว ออกจากกระบวนการพิจารณาขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) อย่างไรก็ดี ดับเบิลยูทีโอระงับการพิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี เนื่องจากรัฐมนตรีการค้าของทั้งสองประเทศขอเจรจากันเองก่อน
LATEST: China will scrap anti-dumping and anti-subsidy tariffs on Australian barley, effective from Aug. 5, the latest sign of improving relations https://t.co/9kSY066m8Q
— Bloomberg (@business) August 4, 2023
ก่อนรัฐบาลปักกิ่งใช้มาตรการตอบโต้ ออสเตรเลียถือเป็นประเทศคู่ค้าข้าวบาร์เลย์รายใหญ่ที่สุดของจีน โดยมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ระหว่าง 1,500 ถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 34,248.12 ถึง 45,664.16 ล้านบาท) การดำเนินการของจีนย่อมส่งผลกระทบมากกว่าความร่วมมือทางการค้าระดับทวิภาคีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจีนมีทางเลือกมากกว่า ด้วยการหันไปนำเข้าสินค้าแบบเดียวกันจากฝรั่งเศส แคนาดา อาร์เจนตินา หรือประเทศขนาดเล็กอีกหลายแห่งในทวีปยุโรป
อนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับออสเตรเลียตึงเครียดมาตั้งแต่ปี 2561 จากกรณีรัฐบาลแคนเบอร์ราแบนการให้บริษัทหัวเว่ยเข้าร่วมโครงการวางระบบและพัฒนาเครือข่าย 5จี แต่ก่อนถึงเรื่องนี้ ทั้งสองประเทศขับเคี่ยวกันมานานแล้ว ในการสร้างอิทธิพลเหนือกลุ่มประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น เมื่อรัฐบาลออสเตรเลียสายกลาง-ซ้าย ของพรรคแรงงาน นำโดยนายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบาเนซี เข้ามาบริหารประเทศ เมื่อปีที่แล้ว และมีโอกาสพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน นอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ “จี20” ที่เกาะบาหลีของอินโดนีเซีย เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว.
เครดิตภาพ : AFP



