เมื่อวันที่ 31 พ.ค. เฟซบุ๊ก Chinese Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว

ถาม: ตามรายงานของสื่อ เร็วๆ นี้ กลุ่มองค์กรภาคประชาชนในภาคเหนือของไทยจะจัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับปัญหามลพิษในลำน้ำสาขาแม่น้ำโขง ฝ่ายจีนจะมีความเห็นอย่างไร

ตอบ: ฝ่ายจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อปัญหามลพิษจากโลหะหนักในลำน้ำสาขาแม่น้ำโขงที่อยู่ในเขตพื้นที่ของไทย และได้รับทราบรายงานผลการตรวจวัดที่รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีผลการตรวจชี้ว่าคุณภาพน้ำในลำน้ำดังกล่าวโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย จีนให้การสนับสนุนโดยตลอดที่ไทยและเมียนมาเสริมสร้างการสื่อสารและประสานงาน ดำเนินการตรวจสอบด้วยท่าทีที่เป็นกลาง ตามหลักวิทยาศาสตร์ และมีความรับผิดชอบ และแก้ไขปัญหาด้วยการปรึกษาหารืออย่างฉันท์มิตร ฝ่ายจีนยินดีที่จะเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงในด้านทรัพยากรน้ำและการคุ้มครองระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม โดยกลไกความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง เพื่อร่วมกันรักษาระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำในลุ่มแม่น้ำโขง

ทั้งนี้ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส.เชียงใหม่ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความ ระบุว่า จากคำแถลงของโฆษกสถานเอกอัครราชทูต​จีนถึงเรื่องมลพิษแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง​ ที่บอกว่าทางจีนให้การสนับสนุนประเทศลุ่มน้ำโขงมาโดยตลอด​ และจะเสริมสร้างความร่วมมือเพิ่มขึ้นเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม​ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง

ผมขอให้ความเห็นสั้นๆว่า​ หากทางจีนต้องการเสริมสร้างสิทธิในสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศในลุ่มน้ำโขง​ ช่วยกันแก้ปัญหาที่ประชาชนต้องใช้น้ำเป็นพิษ ที่คุณภาพน้ำไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปลอดภัยตามที่จีนอ้าง สิ่งแรกที่ทางจีนสามารถทำได้เลย​ คือ​ เปิดเผยข้อมูลของการนำเข้า​ Rare earth จากเหมืองในแต่ละประเทศเข้ามายังประเทศจีนครับ​ ที่ตามกฎหมายจีนต้องมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว​ ตาม​ Rare Earth Management Regulations (June 22, 2024)

เปิดเผย​ (1) ข้อมูลและจำนวนเหมืองในพื้นที่ประเทศลุ่มน้ำโขง​-สาละวิน​-กระบุรี​ ที่มีการทำเหมืองและส่ง​ Rare​ Earth​ ให้กับประเทศจีน​

เปิดเผย​ (2) ข้อมูลการตรวจสอบ​ ตาม​ Article 12 ที่ระบุในกฎหมายนี้ว่า​ ผู้ประกอบการต้องไม่กระทำการใดๆให้กระทบกับสิ่งแวดล้อม​ และก่อให้เกิดมลพิษ​ รวมถึงต้องจัดทำมาตรการควบคุมมลพิษ​ จากทุกกระบวนการการทำ​ Rare Earth

เปิดเผย​ (3) ข้อมูลการตรวจสอบตาม​ Article 13 ที่ระบุว่าห้ามผู้ใดรับซื้อ​ แต่งแร่​ ขาย​ หรือส่งออกแร่ที่มาจากเหมืองเถื่อนหรือเหมืองผิดกฎหมาย​ ซึ่งแม้ว่าใน​ Article 2 ระบุว่ากฎหมายนี้บังคับใช้ในจีน​ แต่ก็ไม่สามารถละเว้นการตรวจสอบการนำเข้าได้

เปิดเผย​ (4) ข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน​ (The​ Rare​ Earth​ Product Traceability Information System) ตาม Article 14

ทั้ง​ 4 ข้อนี้คือการเปิดเผยเพื่อให้ทางประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงสามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นถึงแหล่งที่มาของมลพิษ​ และสามารถนำมาปรับกับกฎหมายของแต่ละประเทศ​ให้ครอบคลุมกับแร่ที่สำคัญทุกชนิดไม่เพียงแต่​ Rare​ Earth เพื่อให้แนวคิด​ Green​ Supply Chain ของทุกประเทศเกิดขึ้นได้จริง​ ไม่เป็นเพียงแค่คำพูดที่ไร้การตรวจสอบ

ผมจะผลักดันให้รัฐบาลไทยเร่งเจรจาและใช้กลไกพหุภาคี​เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ​ พร้อมศึกษาและติดตามการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย​ Rare Earth Management Regulations ที่ทางจีน​เป็นผู้ตรากฎหมายนี้ออกมาเองอย่างใกล้ชิดต่อไป.