ทุกวันนี้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในทางการแพทย์มากขึ้น เพื่อช่วยให้การรักษา วินิจฉัย และช่วยชีวิตผู้ป่วย ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น!?!

สำหรับในประเทศไทยก็มีหน่วยงานต่างๆ ทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นมีผลงานที่น่าสนใจ คือ  “รถกู้ชีพเก่งด้วยระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อใช้ในการ ช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ” โดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งทางกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) โดย สำนักงาน กสทช.  ได้สนับสนุนทุนวิจัย

โครงการนี้ ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัล มาช่วยพัฒนา “รถกู้ชีพ”ที่มีอยู่แล้วให้มีอุปกรณ์ที่ครบครันมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้ประสบเหตุ และช่วยสร้างความสะดวกกับแพทย์ที่ให้การักษาก่อนที่ผู้ป่วยจะเดินทางมาถึงโรงพยาบาล

แว่นตาอัจฉริยะเพื่อใช้ในการประชุมทางไกล

โดยได้มีการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะเพื่อใช้ในการประชุมทางไกล เพื่อทำให้การรักษาสะดวกมากขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยขนาดพกพา เช่น อุปกรณ์วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อุปกรณ์วัดอัตราการเต้น ของหัวใจและระดับออกซิเจน และจีพีเอสติดตามรถ

ปัจจุบันประเทศไทยรถพยาบาล หรือรถกู้ชีพ ประมาณ 20,000 คัน แต่ มีเพียง 20% หรือ 4,000 คัน เท่านั้น ที่เป็นรถกู้ชีพที่มีเครื่องมือทางการแพทย์ขั้นสูง พร้อมช่วยเหลือผู้ป่วยให้ทันท่วงที ( Advanced Life Support Ambulance : ALS) เนื่องจากรถพยาบาล แบบ ALS มีต้นทุนในการติดตั้งอุปกรณ์ในราคาที่สูง

ขณะเดียวกันรถกู้ชีพ แบบ ALS ก็จะมีใช้งานอยู่ในพื้นที่ กรุงเทพฯ และ ตามหัวเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น ทำให้ เกิดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉิน ในต่างจังหวัด หรือ ท้องที่ห่างใกล้ เข้าไม่ถึงโอกาสในการรักษาหรือ ช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ

“รศ. ดร.ชาญไชย ไทยเจียม” อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และหัวหน้าโครงการฯ บอกว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากปัญหาเรื่อง รถกู้ชีพประเภท ALS ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งาน ทำให้ผู้ป่วยที่ใช้รถกู้ชีพส่วนมากไม่มีการติดตามเก็บข้อมูลทางการแพทย์ตั้งแต่ บริเวณจุดเกิดเหตุ รวมถึงไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นสูงที่จะช่วยดูแลผู้ป่วย

รศ. ดร.ชาญไชย ไทยเจียม

ทางทีมวิจัยของโครงการ จึงได้พัฒนาชุดอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยขนาดพกพาประเภทต่างๆ ขึ้น เพื่อนำไปเสริมให้รถกู้ชีพที่มีอยู่เดิมมีประสิทธิภาพการทำงานเทียบเท่ารถกู้ชีพประเภท ALS โดยไม่ต้องมีการดัดแปลงภายในตัวรถ รวมถึงไม่ต้องเสียงบประมาณในการซื้อรถบบ ALS เพิ่มเติม

โดยอุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้น คือ   “แว่นตาอัจฉริยะเพื่อใช้ในการประชุมทางไกล”  ซึ่งสามารถช่วยให้ แพทย์เฉพาะทาง และ เจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ประจำรถ สามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบนรถกู้ชีพมักจะไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากจำนวนบุคลากร ทางการแพทย์ไม่เพียงพอ

ทำให้ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่บริเวณจุดเกิดเหตุจน ไปถึงโรงพยาบาล ต้องมีการสื่อสารผ่านอุปกรณ์การสื่อสารประเภทต่าง ๆ ซึ่งหากเป็นโทรศัพท์ ก็ไม่มีความสะดวกในการหยิบจับ แต่เมื่อใช้อุปกรณ์นี้ ทางเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบนรถกู้ชีพสามารถสวมแว่นตาอัจฉริยะที่มีกล้องในตัว และมีไมค์ใช้พูดคุยที่ขาแว่น เพื่อ สื่อสารกับแพทย์เฉพาะทาง ผ่านซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันที่ได้พัฒนาขึ้น

หน้าจอแอปพิลเคชั่น

โดยชื่อมต่อได้ทั้งมือถือ พีซี หรือโน๊ตบุ๊ค ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบนรถกู้ชีพพร้อม ที่จะให้การช่วยเหลือ ผู้ป่วยได้เต็มที่ ในขณะเดียวกันแพทย์เฉพาะทาง ก็สามารถแนะนำวิธีการช่วยเหลือผ่านระบบที่เห็นจากกล้องได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ อุปกรณ์วัดอัตราการเต้นของหัวใจและระดับออกซิเจน รวมถึงการติดตั้งจีพีเอสเพื่อให้ติดตามรถได้ ทำให้ทีมแพทย์ที่รอรับผู้ป่วยสามารถคาดการณ์เวลาที่จะมาถึงของรถกู้ชีพได้ เพื่อเตรียมพร้อมให้การรักษาแก่ผู้ป่วย ได้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกันระบบบริหารจัดการ ก็มีแอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์รองรับการทำงานของแพทย์ ทั้งระบบ การลงทะเบียนจากบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต การสร้างคิวอาร์โค้ดเพื่อบันทึกข้อมูลการรักษาของผู้ป่วย เมื่อถึงโรงพยาบาลก็นำข้อมูลมาสืบค้นบนฐานข้อมูลที่มีได้ การบันทึกข้อมูลจากอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย ขนาดพกพาลงในแอปพลิเคชัน

 เมื่อข้อมูลต่างๆ ของผู้ป่วยอยู่บนฐานข้อมูลออนไลน์ ทางแพทย์ก็สามารถเห็นข้อมูลของผู้ป่วยได้ก่อน ที่จะมาถึงโรงพยาบาล ทำให้สามารถเตรียมการรักษาผู้ป่วยจากข้อมูลที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงทีด้วย

อุปกรณ์ช่วยชีพขนาดพกพา

ปัจจุบันได้ส่งต่อ “รถกู้ชีพเก่ง” ให้แก่โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลอุ้งผาง และโรงพยาบาลอื่นๆ สำหรับนำไปช่วยผู้ป่วยให้ทันท่วงที  และทางโครงการฯมีเป้าหมาย ต่อยอดเพื่อพัฒนา โดยลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่จริง ในระดับอำเภอ และรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์นำมาบูรณาการเชื่อมต่อร่วมกันในอนาคต สร้างให้เกิดบิ๊กดาต้าขึ้น เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไป  

โดยสามารถสืบค้นจากฐานข้อมูลที่มีได้ว่า อาการแบบนี้ควรรักษา อย่างไร โรงพยาบาลใดรักษาได้บ้าง ควรส่งต่อผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลใดจึงทันต่อการรักษามากที่สุด สภาพการจราจร เป็นอย่างไร รวมถึงผู้ป่วยมีสิทธิ์ การรักษาอะไรบ้าง ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต หากข้อมูลทุกอย่างมีการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

อุปกรณ์ช่วยชีพขนาดพกพา

อย่างไรก็ตามโครงการนี้ดังไกลไปถึงต่างประเทศ  เมื่อสามารถคว้าเหรียญทอง  จากการประกวด ในงาน The 16th International Invention Show INTARG@ 2023 จากประเทศสาธารณรัฐโปแลนด์

เป็นโครงการที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ช่วยเพิ่มโอกาส รอดชีวิตยามฉุกเฉินได้มากยิ่งขึ้น!!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์