นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ 4 หน่วยงาน คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน จัดทำบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบระบบ หรือกระบวนการเปิดเผย หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลตามมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดมาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยระบบมีชื่อว่า เซ็นทรัล ฟรอด รีจิสตี้ หรือ ซีเอฟอาร์ (Central Fraud Registry) พัฒนาโดย บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ็กซ์ จำกัด เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์ม กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีและธุรกรรม ที่ใช้ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามที่กำหนดในมาตรา 4 ของพระราชกำหนดฯ
“แพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นในเฟสแรก จะรองรับกระบวนการเปิดเผยหรือ แลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีและธุรกรรม ผ่านช่องทาง แชร์ ไดร์ฟ เพื่อให้สถาบันการเงินปลายทางรับข้อมูลไปตรวจสอบ และระงับธุรกรรมเป็นทอด ๆ ต่อไป ส่วนในเฟสที่สอง จะรองรับกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีและธุรกรรมของลูกค้าที่เกี่ยวข้องในระหว่างสถาบันการเงินผ่านช่องทางเว็บ พอร์ทัล โดยระบบจะแจ้งเตือนไปยังสถาบันการเงินปลายทางได้โดยอัตโนมัติ และสามารถรวบรวมข้อมูล เพื่อสร้างรายงานเส้นทางการเงินได้”
นายวิศิษฏ์ กล่าวต่อว่า ทั้ง 5 หน่วยงานจะร่วมกันติดตามความคืบหน้าของการใช้งานระบบ ให้มีความสมบูรณ์และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยมั่นใจว่าจะสามารถช่วยยับยั้งการโอนเงินของบัญชีม้า หรือตรวจจับบัญชีที่ต้องสงสัยได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อธนาคารรับแจ้งจากผู้เสียหายแล้ว จะสามารถแจ้งระดับบัญชีในระบบโดยอัตโนมัติ ซึ่งประชาชนที่ที่ตกเป็นผู้เสียหายให้รีบแจ้งธนาคารทันทีเพื่ออายัดบัญชี โดยธนาคารจะมีหน้าที่ที่จะแจ้งส่งข้อมูลต่อกันเอง จากนั้นผู้เสียหายจึงค่อยไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแห่งใดก็ได้ อย่างไรก็ตามหลังประกาศใช้ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ช่วยให้สถิติการแจ้งความออนไลน์ลดลงจากวันละ 700 คดี ลดเหลือวันละ 600 คดี สำหรับการติดตามเงินของผู้เสียหายนั้น ที่ผ่านมาสามารถติดตามกลับคืนมาได้ประมาณ 10%



