เมื่อวันที่ 19 ส.ค. นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) เปิดเผยว่า จากกระแสของครูกายแก้วที่มีผู้นำมาประดิษฐานที่บริเวณลานโรงแรม เดอะ บาซาร์ แบงค็อก รัชดาภิเษก ที่ผ่านมานั้น จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ที่มีทั้งผู้ที่เชื่อและเคารพศรัทธา และผู้ที่ไม่เชื่อและไม่เคารพนับถือ รวมทั้งมีเครือข่ายทางพระพุทธศาสนาต่าง ๆ เรียกร้องให้รื้อถอนหรือย้ายออกไปเพราะทำให้เกิดความไม่สบายใจ เพราะมีรูปลักษณ์ที่ดูน่ากลัวและอาจให้โทษ ก่อให้เกิดความวิตกกังวล โดยในส่วนของโรงแรมเจ้าของพื้นที่ได้หารือร่วมกับกรุงเทพมหานคร โดยจะมีการจัดทำออกแบบโดมครอบรูปปั้นครูกายแก้วเพื่อไม่ให้ปรากฎต่อสายตาสาธารณชน เพื่อลดความไม่สบายใจ และยังมีการขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งศน.ด้วยว่าเป็นการกระทำที่ผิดต่อศีลธรรมอันดีหรือไม่

นายชัยพล กล่าวต่อไปว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 31 กำหนดว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งการสักการะ หรือบูชารูปปั้นดังกล่าว ไม่นับว่าเป็นศาสนา เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบของการเป็นศาสนา ซึ่งต้องประกอบด้วย ศาสดา ศาสนธรรม ศาสนทายาท ศาสนสถาน และศาสนพิธี ส่วนประเด็นการสักการะรูปปั้นเป็นการดำเนินการโดยปราศจากการบังคับหรือถูกชักจูง จึงถือเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่สามารถเลือกปฏิบัติตามความเชื่อของตนที่อาจแตกต่างจากบุคคลอื่น ขณะเดียวกันองค์การทางศาสนาต่างๆ ได้หารือโดยมีความเห็นดังนี้ องค์การทางศาสนาพุทธ เห็นว่า ครูกายแก้วไม่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เป็นความเชื่อส่วนบุคคล องค์การทางศาสนาคริสต์ เห็นว่า เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล การนับถือของแต่ละศาสนารวมถึงผู้ที่ไม่นับถือศาสนามีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ขอให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ส่วนองค์การทางศาสนาฮินดู เห็นว่า ปัจจุบันสื่อมีบทบาทสูงในการให้ข้อมูล จึงควรให้ความรู้ที่ถูกต้องปัจจุบันประเทศไทยมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม จึงต้องเรียนรู้และเข้าใจหลักปฏิบัติในการอยู่ร่วมกัน ประเด็นเรื่องครูกายแก้วถือเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคลในการบูชากราบไหว้

อธิบดีศน. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ครูกายแก้วยังไม่ปรากฎในพระไตรปิฎกหรือปุคคลบัญญัติต่างๆ ของพระพุทธศาสนารวมถึงไม่ปรากฎในพระคัมภีร์หรือสอดคล้องกับบุคคลทั้ง 5 ศาสนา (พุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์) ซึ่งเป็นเพียงปรากฎการณ์ทางความเชื่อ ดังนั้น ประชาชนควรยึดมั่นในหลักคำสอนของศาสนาที่นับถือ ซึ่งสอนให้ทุกคนเป็นคนดี อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบพิธีกรรม การจำหน่ายเครื่องสักการะบูชา วัตถุมงคลที่มีการโอ้อวดคุณวิเศษเกินจริงอาจเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341-343 หรือหากมีการหลอกลวงให้หลงเชื่อนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560ด้วย