สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ว่า สิงคโปร์จัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของประเทศ และเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งมีผู้สมัคร “มากกว่า 1 คน”
ผลอย่างเป็นทางการซี่งประกาศแล้ว โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งของสิงคโปร์ ปรากฏว่า นายธาร์มัน ชันมูการัตนัม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง วัย 66 ปี ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนมากที่สุด 70.4% คิดเป็น 1,746,427 คะแนน
ตามด้วยนายอึ้ง ก๊ก ซง อดีตประธานกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติสิงคโปร์ วัย 75 ปี ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนตามมาเป็นอันดับสอง 15.7% คิดเป็น 390,041 คะแนน และนายตัน กิน เหลียน อดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกันแห่งหนึ่ง วัย 75 ปี ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนตามมาเป็นอันดับสาม 13.8% คิดเป็น 344,292คะแนน
ทั้งนี้ ธาร์มันจะรับตำแหน่งต่อประธานาธิบดีคนที่ 9 ต่อจากนางฮาลิมา ยาค็อบ ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเมื่อปี 2560 และไม่ประสงค์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง ในวันที่ 14 ก.ย. นี้ โดยการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี มีวาระ 6 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งได้นานต่อเนื่องไม่เกินสองสมัย อีกทั้งต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองใด
ธาร์มันสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (แอลเอสอี) ที่สหราชอาณาจักร และปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในสหรัฐ ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง ธาร์มันทำงานให้กับธนาคารกลางสิงคโปร์ และสมัครเข้าพรรคกิจประชาชน (พีเอพี) ของนายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง เมื่อปี 2544 ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา เขตจูร่ง ทางตะวันตกของสิงคโปร์

ตำแหน่งใหญ่ทางการเมืองตำแหน่งแรกของธาร์มัน คือ รมว.ศึกษาธิการ ตามด้วย รมว.การคลัง ระหว่างปี 2550-2558 โดยมีการดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คาบเกี่ยวระหว่างปี 2554-2562 นอกจากนั้น ธาร์มันดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสิงคโปร์ ระหว่างปี 2554 จนถึงวันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมา
ธาร์มันลาออกจากทุกตำแหน่งทางการเมือง ในเดือน ก.ค. เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี ที่รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติว่า ต้องเป็นผู้สมัครอิสระเท่านั้น แต่ฝ่ายค้านวิจารณ์อย่างหนักหน่วง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ยังมีอยู่กับพรรคพีเอพี
แม้ประธานาธิบดีสิงคโปร์แทบไม่มีอำนาจบริหาร และปฏิบัติหน่าที่ด้านพิธีการเป็นหลัก แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสิงคโปร์ครั้งนี้ จึงไม่ต่างอะไรกับ “การลงประชามติ” ต่อพรรคพีเอพีของลี ที่กุมอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จยาวนานเกือบ 6 ทศวรรษ แต่กำลังเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวหลายด้าน ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งการทุจริตของรัฐมนตรี และเรื่องส่วนตัวของสมาชิกพรรคพีเอพี
แม้ตอนนี้ธาร์มันยืนกราน “ความเป็นอิสระ และการให้เกียรติทางการเมืองอย่างเท่าเทียม” แต่หลายฝ่ายยังคงไม่เชื่อมั่นว่า จะเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติหรือไม่ ในระบบการเมืองของสิงคโปร์ “ที่ออกแบบมา” เพื่อพรรคพีเอพีโดยเฉพาะ.
เครดิตภาพ : AFP



