นายวรวิทย์ สุระโคตร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมายและวินัย กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) กล่าวบรรยายตอนหนึ่งในการประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อรองรับนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงาน สกร.จังหวัดมุกดาหาร ประจำปีงบประมาณ 2566 หัวข้อ “แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้”ว่า  หลังจากพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2566 ส่งผลให้มีการยกระดับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ

นายวรวิทย์ กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ มาตรา 19 ให้มีสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกจังหวัด ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด เพื่อกำกับ ดูแล ช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุน อำนวยความสะดวก และแนะนำการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ ระดับอำเภอ ศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล และศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ ทั้งในด้านวิชาการ เทคโนโลยี ที่จำเป็นในการส่งเสริมการเรียนรู้ การบริหารงาน และการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดทั้งการจัดทำแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ของจังหวัด ซึ่งต้องสอดคล้องกับแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ของสกร. บริบทของท้องถิ่น และแผนการศึกษาแห่งชาติ ทั้งปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่อธิบดีมอบหมายในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมีหน้าที่และอำนาจในการประสาน สนับสนุน และร่วมมือ หรือมอบหมายให้ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมหรือ เป็นผู้ดำเนินการส่งเสริมการเรียนรู้ได้ ในการจัดทำแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ของจังหวัดตามวรรคหนึ่งต้องรับฟังความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะของภาคีเครือข่าย และเมื่อจัดทำร่างแผนการส่งเสริมการเรียนรู้แล้วเสร็จ ให้เสนอคณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและใช้บังคับต่อไป ซึ่งเป็นที่น่าใจหายที่สำนักงาน สกร.จังหวัด หรือ กศน.จังหวัดเดิม กลับเป็นเพียงหน่วยงานธุรการ ทั้งที่มีอำนาจหน้าที่ กำกับ ติดตาม กศน.อำเภอ กศน.ตำบล ทำให้นโยบายสู่การปฏิบัติขาดความต่อเนื่อง

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ขณะที่มาตรา 20  ระบุว่าในการปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในระดับอำเภอ ให้มีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอมีสถานะเป็นสถานศึกษา เพื่อจัดการเรียนรู้ และกำกับ ดูแล ช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุน  อำนวยความสะดวก และแนะนำ ในการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบลและศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่ ทั้งในด้านวิชาการ และเทคโนโลยีที่จำเป็น ในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นไปตามแผนการส่งเสริมการเรียนรู้ของจังหวัด รวมทั้งประสานความร่วมมือและแนะนำการจัดการเรียนรู้ของภาคีเครือข่ายในพื้นที่และทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ของตำบล เป็นที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอหรือตำบลใกล้เคียงตามที่อธิบดีกำหนด และปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่อธิบดีมอบหมาย ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการเรียนรู้ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ จะจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ขึ้นที่ใดที่เห็นสมควรหรือตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดก็ได้ โดยให้นำความในมาตรา 19 วรรคสอง มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอด้วยโดยอนุโลม ซึ่งนั่นก็หมายความว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ให้สกร.อำเภอเป็นสถานศึกษา และมาตรา 21 บอกว่า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการเรียนรู้ อาจจัดให้มีศูนย์การเรียนรู้ระดับตำบล สำหรับพื้นที่ของตำบลหนึ่งหรือหลายตำบลตามความจำเป็นและเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ก็ได้ ในกรณีที่เป็นพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย หรือพื้นที่ที่มีความยากลำบากในการปฏิบัติงาน จะประกาศจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ในพื้นที่นั้นก็ได้ หมายความว่าให้สกร.ตำบล เป็นหน่วยขับเคลื่อนงานสกร.เป็นหลัก ซึ่งศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ จะเป็นห้องเรียนอยู่ในสกร.ตำบล โดยตำบลหนึ่งมีศูนย์การเรียนรู้มากกว่าหนึ่งแห่งก็ได้ อยู่ที่บริบทของพื้นที่