นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวในงานสัมมนาโครงการสัมมนาการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ว่า รัฐบาลได้เห็นถึงความสำคัญของงานด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมสานต่อและเร่งรัดผลักดันให้ประเทศไทยขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ โดยในปี 2022 ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ (World Digital Competitiveness Ranking; WDCR) จาก IMD เป็นอันดับที่ 40 จากทั้งหมด 63 ประเทศ โดยมีกรอบในการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ ประกอบด้วย 54 ตัวชี้วัด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1 .องค์ความรู้ (Knowledge) จำนวน 19 ตัวชี้วัด ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 45
2 . เทคโนโลยี (Technology) จำนวน 18 ตัวชี้วัด ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 20
3. ความพร้อมในอนาคต (Future readiness) จำนวน 17 ตัวชี้วัด ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 49 เพื่อให้ประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศมีอันดับที่สูงขึ้น

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงฯ จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์ตัวที่ 5 ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ นอกเหนือเครื่องยนต์ 4 ตัวหลัก คือ การลงทุน การบริโภค การท่องเที่ยว และการส่งออก เพื่อขับเลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด นอกจากนี้จะมีการส่งเสริม และสนับสนุน ให้ประชาชนมีความพร้อมในการก้าวสู่สังคมดิจิทัลอย่างมั่นคงและปลอดภัย รวมถึงการวางรากฐานอนาคตให้กับคนไทยทุกคน
นอกจากนี้ก้าวสำคัญของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย และได้มีการศึกษาวิเคราะห์การจัดเก็บตัวชี้วัดการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล มีการจัดทำระบบ Dashboard ที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลทางสถิติแบบอัตโนมัติ สำหรับใช้ในการติดตามสถานะข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีแนวทางสร้างทัศนคติกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน เพื่อให้รับรู้ถึงนโยบายของภาครัฐและความก้าวหน้าในการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศ
โดยการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศมีอันดับที่สูงขึ้น โดยมีกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศตามกรอบความเร่งด่วน ได้แก่ กรอบระยะสั้น รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อจุดประกายให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง ประกอบกับการเร่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว ส่วนกรอบระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลจะเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชน ผ่านการสร้างรายได้ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน



