เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่กระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พร้อมรองผู้ว่าฯ กทม. ที่ปรึกษาฯผู้ว่าฯ กทม. เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสรับตำแหน่ง โดยนายชัชชาติได้นำพวงมาลัยดอกไม้ มาแสดงความยินดีจากนั้นรายงานการทำงานของกรุงเทพมหานคร

ขณะที่นายอนุทิน ได้แนะนำคณะทำงาน ประกอบด้วย นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ย้ายมารับตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งนายชัชชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครก็ประสานการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงมหาดไทยได้เป็นอย่างดี จากนี้จะได้เดินหน้าทำงานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการพบกันเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นายอนุทิน ได้ทักทายนายชัชชาติ พร้อมกล่าวว่า เมื่อวานนายชัชชาติ เข้าพบกับนายกฯ แบบพี่น้องกัน วันนี้มาพบแบบเพื่อนกัน เพราะเป็นเพื่อนเรียนกันมา ก่อนที่นายชัชชาติและนายอนุทินจะชนหมัดและจับมือกัน ซึ่งนายชัชชาติ ระบุว่า “จับมือดีกว่า เดี๋ยวจะเหมือนกับนายกฯ” ซึ่งนายอนุทิน ได้มอบพระพุทธรูปปางลีลา เป็นที่ระลึกให้แก่นายชัชชาติด้วย ภายหลังจากการหารือราว 30 นาที นายอนุทินได้พานายชัชชาติ เดินชมบริเวณชั้น 2 ของอาคารกระทรวงมหาดไทย ก่อนที่จะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

จากนั้นนายอนุทินและนายชัชชาติ ได้แถลงข่าวร่วมกัน โดยนายชัชชาติ กล่าวว่า วันนี้มาแสดงความยินดีและเป็นการคุยต่อเนื่องจากคณะทำงานที่นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งเมื่อวานนี้ ซึ่ง รมว.มท. เป็น 1 ในคณะทำงานด้วย กทม. กับ มท. มีหลายเรื่องที่ต้องประสานกัน เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียว จะต้องมาตั้งคณะกรรมการชุดเล็กเพื่อคุยรายละเอียด นายอนุทินมีข้อมูลมากพอสมควร สัปดาห์หน้าจะเข้ามาคุยอีกครั้งหนึ่ง และมีประเด็นของการไฟฟ้านครหลวง ที่จะต้องพูดคุยเรื่องของการนำสายสื่อสารลงดิน และการเปลี่ยนหลอดไฟ LED ทั่วกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังต้องประสานการทำงานระหว่าง ปภ.และสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) อย่างไร้รอยต่อ การกำจัดน้ำเสีย กำจัดขยะ ซึ่งเป็นอำนาจของ มท.

ทั้งนี้ยังได้แชร์ประสบการณ์ที่กรุงเทพฯ ใช้แพลตฟอร์ม Traffy Fondue เพื่อแจ้งเหตุและข้อเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน มท. ใช้ไปแล้ว 15 จังหวัด หากขยายไปทั้งประเทศน่าจะมีประโยชน์ เชื่อมโยงปัญหากับจังหวัดข้างเคียงได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่า มท. ในยุคนี้ จะขับเคลื่อนงานได้ง่ายกว่าในยุคที่แล้วหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่า “ผมคิดว่าก็ดีทุกยุค แต่พอดีเราเป็นเพื่อนกัน รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก และทำงานร่วมกันได้ ผมคิดว่าก็เป็นแนวเดียวกัน และยังเป็นแนวเดียวกับนายกรัฐมนตรีด้วย ที่ท่านไวและตัดสินใจรวดเร็ว มาเจอกันแป๊บเดียว ผมก็ได้เจอทั้งนายกฯ และนายอนุทิน ก็คิดว่าจะเป็นการร่วมมือที่ดี”

ในส่วนของการแก้ปัญหารถไฟฟ้สายสีเขียวนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว ต้องให้ความเป็นธรรมและทำตามกฎหมายทุกอย่าง พวกเรายินดีแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ส่วนแนวโน้มการยกเลิกคำสั่งมาตรา 44 นั้น เรื่องที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่มาจากมาตรา 44 แต่มาตรา 44 สั่งให้ทำอย่างไร้รอยต่อ เราต้องดูปัญหาทั้งระบบ ต้องมานั่งหารือกันได้นัดกับทางนายชัชชาติแล้ว จะเร่งสะสางปัญหาเรื่องนี้โดยเร็ว

ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดอดีตผู้ว่าฯ กทม. และผู้บริหารบริษัทเอกชน นายอนุทิน กล่าว่าว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ ผิดกฎหมายก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย เราต้องหาทางออกให้ด้วย เพราะหากมีปัญหามาก ๆ คนที่ได้รับผลกระทบคือพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ จะปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนไม่ได้ ยืนยันทุกอย่างต้องมีทางออก ต้องใช้ข้อมูลทุกอย่างที่มี โดยเราจะร่วมแก้ปัญหาไม่ใช่ร่วมกันเพิ่มปัญหา จะไปปราบปรามหรือทำอะไรใคร ต้องทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

ส่วนคำสั่งมาตรา 44 ยังมีเรื่องของคณะกรรมการเจรจาด้วยจะล้มไปหรือนับหนึ่งใหม่นั้น นายอนุทิน ระบุว่า ขอหารือในรายละเอียด เรายังไม่ถึงตรงนั้น ดูเพียงพื้นฐานว่าทำไมมีปัญหาสืบทอดยาวนาน พร้อมยกตัวอย่าง สมัยที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม เราแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ถ้าเรื่องนี้จะผ่านในเวลานั้นก็ผ่านได้ เพราะองค์ประชุมครบ แต่เมื่อไม่ผ่านก็ต้องดูว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร

สำหรับจุดยืนจะต่อสัญญาสัมปทานสายสีเขียวหรือไม่ หรือจะใช้ พ.ร.บ.ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 นายอนุทิน กล่าวว่า ทางที่ดีที่สุดคือทำตามสัญญาสัมปทานที่มีอยู่ภายใน 5 ปี ถึงจะคุยเรื่องนี้ได้ แต่เรื่องนี้เกิดก่อนที่ตนเองจะมาเป็น รมว.มท. และก่อนนายชัชชาติ จะเป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งต้องกลับไปดูย้อนหลัง

เมื่อถามว่า ขณะนี้ยึดสัมปทานที่จะหมดในปี 2572 โดยไม่พูดถึงการขยายเวลา นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนั้นยังมีช่องทาง เรื่องความเสียหายการเดินรถส่วนต่อขยาย ถ้าถูกต้องและเขาให้บริการประชาชนเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ต้องมาดูจะไปเอาเปรียบไม่ได้ โดยงบประมาณที่จะดำเนินการต้องมาจาก ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ ตนเองอยากให้เรื่องจบที่กรุงเทพมหานคร.