สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ว่าบริษัท “เอเวอร์แกรนด์” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับสองของจีน ออกแถลงการณ์ว่า นายหุย กา หยั่น ซึ่งเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า สวี เจียหยิ่น ผู้ก่อตั้งและประธานของเอเวอร์แกรนด์ อยู่ภายใต้ “มาตรการสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด” ของตำรวจ ซึ่งหมายถึงการกักบริเวณ เนื่องจาก “เป็นผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม” แต่ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ


การยืนยันดังกล่าวของเอเวอร์แกรนด์เกิดขึ้น หลังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงระงับการซื้อขายหุ้นของเอเวอร์แกรนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่สื่อทั้งในและนอกจีนรายงานอย่างต่อเนื่อง ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ว่าเจ้าหน้าที่ของทางการจีนควบคุมตัวประธานเอเวอร์แกรนด์


ขณะที่รัฐบาลจีนยังปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม เทศบาลนครเซินเจิ้นออกแถลงการณ์ เมื่อช่วงต้นเดือนก.ย. ยืนยันการจับกุม “พนักงานหลายคนของเอเวอร์แกรนด์” และขอความร่วมมือจากประชาชน ในการแจ้งเบาะแส หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับการฉ้อโกง


อนึ่ง ผลประกอบการของเอเวอร์แกรนด์ ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ หรือระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย. ที่ผ่านมา ขาดทุน 33,000 ล้านหยวน ( ราว 166,718.93 ล้านบาท ) ส่วนมูลค่าหนี้สินของบริษัทอยู่ที่เกือบ 328,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 12 ล้านล้านบาท ) คิดเป็นประมาณ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของจีน


ทั้งนี้ เอเวอร์แกรนด์ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายที่นครนิวยอร์กของสหรัฐ เมื่อช่วงกลางเดือนส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอรับความคุ้มครองภายใต้มาตรา 15 ของประมวลกฎหมายล้มละลาย ซึ่งครอบคลุมการคุ้มครองบริษัทที่มีสำนักงานอยู่นอกสหรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ จากเจ้าหนี้ที่ต้องการยื่นฟ้อง เพื่ออายัดทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ ที่มีอยู่ในสหรัฐ


อนึ่ง การขอรับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายดังกล่าว จะเป็นการขยายขอบเขตความร่วมมือระหว่างศาลของสหรัฐ กับศาลในประเทศอื่น ที่มีขอบเขตอำนาจครอบคลุมการล้มละลายข้ามประเทศ ลูกหนี้ และเจ้าหนี้


วิกฤติเอเวอร์แกรนด์สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย ว่าจะกลายเป็น “ฟองสบู่แตก” ในตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน ซึ่ง ไชนา เอเวอร์แกรนด์ ครองสัดส่วน 40% ของโครงการบ้านสร้างเสร็จพร้อมอยู่อาศัย และลุกลามเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก เนื่องจากมูลค่ามหาศาลของเศรษฐกิจจีน ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐ.

เครดิตภาพ : AFP