สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศอาเซอร์ไบจานออกแถลงการณ์ ว่าคณะเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ลงพื้นที่เขตนากอร์โน-คาราบัค ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาคอเคซัส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเป็นครั้งแรกในรอบนานกว่า 30 ปี หรือนับตั้งแต่สมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) มีมติรับรองพื้นที่แห่งนี้ ให้เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน เมื่อปี 2534


ทั้งนี้ ภารกิจส่วนใหญ่ของเจ้าหน้าที่ยูเอ็น คือการมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ให้แก่ประชาชนในเขตนากอร์โน-คาราบัค อย่างไรก็ตาม ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ซึ่งมีเชื้อสายอาร์เมเนีย หลั่งไหลอพยพไปยังอาร์เมเนีย ด้วยความวิตกกังวลเกี่ยวกับ “การกวาดล้างทางชาติพันธุ์” ตามคำกล่าวของนายนิโคล ปาชินเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย


ด้านกระทรวงการต่างประเทศอาเซอร์ไบจานออกแถลงการณ์ ประณามอาร์เมเนีย “ข่มขู่บังคับ” ให้ประชาชนในนากอร์โน-คาราบัค ต้องอพยพออกจากพื้นที่ ส่วนนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า “ไม่มีความจำเป็น” ที่ชาวนากอร์โน-คาราบัค ต้องอพยพ อนึ่ง รัสเซียและอาร์เมเนียมีข้อตกลงความมั่นคงระดับทวิภาคี

จุดตรวจของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพรัสเซีย ในเขตนากอร์โน-คาราบัค


อย่างไรก็ตาม นายซัมเวล ชาครามันยาน ผู้นำสาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับ “การสิ้นสุดสถานะ” ของ “สาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค” ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2567 หลังปฏิบัติการทางทหารแบบ “สายฟ้าแลบ” ของอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 19-20 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งรายงานอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต “มากกว่า 200 ราย” และมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยที่กองกำลังเชื้อสายอาร์เมเนีย “ยอมจำนน”


อนึ่ง เขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่ทั้งสองประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต แต่ยูเอ็นรับรองเขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่มีเชื้อสายอาร์เมเนีย และกองกำลังนักรบเชื้อสายอาร์เมเนียทำสงครามกับกองทัพอาเซอร์ไบจานตั้งแต่บัดนั้น เพื่อการปกครองตนเอง


นอกจากนี้ อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานเคยทำสงครามครั้งใหญ่ ในเขตนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งยืดเยื้อนานถึง 6 สัปดาห์ เมื่อปี 2563 สูญเสียทหารรวมกันเกือบ 7,000 นาย ก่อนมีการหยุดยิงโดยมีรัสเซียเป็นคนกลาง และรัฐบาลมอสโกประจำการทหารรักษาสันติภาพในพื้นที่.

เครดิตภาพ : AFP