เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ที่ห้องประชุมสภากทม. อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. ดินแดง นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ ประธานสภากทม. เป็นประธานการประชุมสภากทม. สมัยประชุมสามัญ สมัยที่สี่ (ครั้งที่ 1) ประจำปีพุทธศักราช 2566 โดยมี สมาชิกสภากทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหารกทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม
โดยในที่ประชุมวันนี้ ตามระเบียบวาระการประชุม วาระที่ 4 เรื่องที่คณะกรรมการพิจารณาเสร็จแล้ว 4.1 รายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บางส่วน) นายนภาพล จีระกุล ส.ก.เขตบางกอกน้อย ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ รายงานผลการศึกษาต่อสภา กทม.ว่า มีการศึกษาลำดับความเป็นมา ข้อเท็จจริง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกรณีที่ กทม.ได้รับแจ้งมาจากบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC) หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ค้างชำระค่าใช้จ่ายในส่วนของงานเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) และงานติดตั้งระบบการเดินรถ (E&M) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 ส่วนต่อขยายที่ 2 ถึงปัจจุบัน (เดือนกันยายน 2566)
โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมชี้แจงและให้ข้อมูล ค่าใช้จ่ายของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ประกอบด้วย 3ส่วนหลัก ได้แก่ ค่างานโครงสร้างพื้นฐาน 55,127,318,260.49 บาท ค่างานติดตั้งระบบการเดินรถ (E&M) 19,137,745,585.04 บาท และค่างานเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) 24,068,625,620.13 บาท รวมทั้งหมด 98,369,689,464.66 บาท ซึ่งยังไม่ค่วมดอกเบี้ย
ภาระค่าใช้จ่ายในส่วนงานโครงสร้างพื้นฐานของส่วนต่อขยายที่ 2 ที่รับโอนจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เมื่อปี 2562 โดย กทม.ได้ทำบันทึกข้อตกลงในการรับโอนทรัพย์สินจาก รฟม.และได้รับทรัพย์สินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการแล้ว จากนั้น กทม.ได้ทำสัญญากู้เงินกับกระทรวงการคลังเฉพาะส่วนของช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ และได้จ่ายดอกเบี้ยจากงานโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะในส่วนของช่วงแริ่ง – สมุทรปราการให้แก่กระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน
สำหรับส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต กทม.ยังไม่ได้ทำสัญญากู้เงินกับกระทรวงการคลัง เนื่องจากอยู่ระหว่างเสนอแก้ไขข้อบัญญัติเงินกู้ เสนอแก้ไขเพิ่มวงเงินจาก 51,000 ล้านบาท เป็น 54,000 ล้านบาท ตามที่ รฟม.สรุปค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯ จึงถือว่ายังไม่ได้รับทรัพย์สินในส่วนช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ คูคต โดยค่าดอกเบี้ยในส่วนนี้ ปัจจุบัน รฟม. ยังคงเป็นผู้ชำระ
ค่าใช้จ่าย O&M BTSC ได้ฟ้อง กทม.และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ KT ต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาให้ กทม.และเคที ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ โดย กทม.ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
ค่าใช้จ่าย E&M ปัจจุบัน BTSC ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าฯ กทม.เพื่อทวงถามขอให้ชำระค่าใช้จ่าย ภายใต้สัญญาซื้อขายพร้อมติดตั้งระบบการเดินรถไฟฟ้าและเครื่องกล (E&V) (สัญญาระหว่าง KT กับ BTSC เนื่องจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดของทรัพย์สินถึงกำหนดชำระแล้วตามสัญญา โดย BTSC ได้มีหนังสือทวงถามทั้งหมด 5 ฉบับ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ถึงพฤษภาคม 2566 โดยฉบับเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 ได้สรุปยอดค่าใช้จ่ายเงินต้นรวมดอกเบี้ยเป็นจำนวนเงิน 22,948,626,080.10 บาท KT ได้มีหนังสือถึง กทม.แจ้งตามที่ BTSC ได้ทวงถามขอให้ชำระค่าใช้จ่ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565
ซึ่งจากการตร่วจสอบของ KT พบว่ามีเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญาเป็นจำนวนเงิน 20,748,438,890.83 บาท และ KT ยังไม่ได้หาแหล่งเงินทุนระยะยาวมาชำระเนื่องจากทราบว่าจะนำค่าใช้จ่ายค่างานติดตั้งระบบการเดินรถไปเป็นทุนตามเงื่อนไขการให้เอกชนร่วมลงทุนตามการดำเนินการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
นายนภาพล กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ศึกษาแล้วมีข้อสังเกตว่าโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวในส่วนงานติดตั้งระบบการเดินรถ (E&M) เป็นทรัพย์สินที่สามารถแยกออกมาดำเนินการได้ ซึ่งปัจจุบันได้ถึงกำหนดชำระเงินแล้ว หากไม่มีการแก้ไขในส่วนนี้จะเกิดภาระดอกเบี้ยและค่าปรับจำนวนมาก เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นและไม่ให้เกิดความเสียหายต่อ กทม.
แต่เนื่องจากคณะกรรมการวิสามัญฯ มีข้อสังเกตว่า บันทึกข้อตกลงมอบหมายโครงการระบบขนส่งมวลชนสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ฉบับลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2559 เป็นประเด็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายและมีข้อต่อสู้ในชั้นศาลปกครองสูงสุด เพื่อไม่เป็นการทำให้เสียรูปคดี จากการประชุมเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2566 คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้ตั้งข้อสังเกต ดังนี้
1.กทม.ควรแยกทำสัญญางานติดตั้งระบบการเดินรถฉบับใหม่กับ BTSC โดยตรง 2.กทม.ควรกำกับดูแลสัญญาเอง ไม่ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ แต่คงสัญญาเดิม (บันทึกมอบหมายระหว่างกรุงเทพมหานคร กับ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และสัญญาระหว่างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กับ BTSC โดยจัดทำบันทึกข้อตกลงใหม่นี้ต่อท้ายสัญญา 3.หาก BTSC เสนอราคาขายทรัพย์สินพร้อมเงื่อนไขที่เหมาะสมควรเป็นธรรมต่อทั้ง 2 ฝ่าย และ4.หาก กทม.และ BTSC ไม่สามารถตกลงกันได้ ควรคืนโครงการนี้กลับไปให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ
อย่างไรก็ดี จากการพิจารณาของคณะผู้บริหารกทม. คณะกรรมการวิสามัญฯ ได้รับทราบถึงแนวทางการแก้ไขปัญหางานติดตั้งระบบการเดินรถตามที่ผู้บริหารเสนอ โดยผู้บริหารจะไปดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อยุติเกี่ยวกับรายละเอียดจำนวนเงิน เงื่อนไขการชำระเงิน และบัญชีอุปกรณ์งานระบบการเดินรถเพื่อจัดทำเป็นบันทึกข้อตกลง (เพิ่มเติม) การรับมอบทรัพย์สินงานระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
จากนั้นสมาชิกสภากรุงเทพมหานครได้สอบถามรายละเอียดในประเด็นที่สนใจ อาทิ เรื่องสัญญาการเดินรถ ระบบการเดินรถ การแยกสัญญา E&M และ O&M การแบ่งจ่ายเงินเป็นงวด ประสิทธิภาพของทรัพย์สินซึ่งกรุงเทพมหานครอาจต้องรับโอนมา
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวภายหลังการรับฟังรายงานว่า เท่าที่ฟังถือเป็นทางออกที่ดีที่จะแยกเนื้องานเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) และงานติดตั้งระบบการเดินรถ (E&M) ในส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ออกจากกัน จากนี้จะให้ทีมงานสรุปผลการศึกษาและข้อเสนอดังกล่าวอีกครั้ง
เมื่อถามว่า จากที่สภา กทม.เสนอผลการศึกษา เห็นช่องทางใดในการของบประมาณสภา กทม.ในการจ่ายค่าจ้าง E&M ส่วนต่อขยายที่ 2 วงเงินเกือบ 20,000 ล้านบาท นายชัชชาติกล่าวว่า ยังไม่ได้คิดขนาดนั้น ต้องขอหารือกันก่อน และเมื่อถามถึงความคืบหน้าการทำความเห็นของ กทม. เสนอไปยัง มท. กรณีการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว นายชัชชาติกล่าวว่า กำลังให้ทีมงานร่างความเห็นเสนออยู่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้.



