เมื่อวันที่ 16 ก.ย. เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง ร่วมกับ มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาออนไลน์ เนื่องในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติ (20 ก.ย. ของทุกปี) เรื่อง “(ร่าง) พ.ร.บ.พืชกระท่อมกับสังคมไทย ทำอย่างไรถึงจะปกป้องเด็กและเยาวชน” โดย รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด กล่าวตอนหนึ่ง ว่า กระท่อมถือเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางยาแต่ยังต้องค้นคว้าวิจัยเรื่องข้อบ่งใช้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันต้องเฝ้าระวังเรื่องการใช้ในทางที่ผิดเพราะกระท่อมมีสารที่ ไมทราไจนีน (Mitragynine) ออกฤทธิ์เหมือนฝิ่น โดยจะไปออกฤทธิ์ต่อตัวรับในสมอง มีฤทธิ์ลดปวด และเคลิ้มสุขและทำให้เสพติดได้หากใช้ไปนาน ๆ และยังมีสาร 7-hydroxymitragynine ออกฤทธิ์ค่อนข้างแรงกว่า จะพบอยู่ประมาณ 2% ในกระท่อม ดังนั้นหากเปิดเสรีเกินไป จึงน่ากังวลว่าในอนาคตหากใช้ในความเข้มข้นสูง หรืออาจจะมีคนพัฒนาสารให้ออกฤทธิ์แรงขึ้นอีก

“พืชกระท่อมหากใช้น้อยมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท แต่ถ้าใช้ปริมาณมากจะกดประสาท กรณีน้ำต้มใบกระท่อมนั้นจะมีความเข้มข้นของไมทราไจนีนสูง เพราะใช้ใบเยอะทำให้สกัดสารออกมาได้มาก จึงมีฤทธิ์กดประสาทได้พอสมควร ดังนั้นในกฎหมายจึงห้ามใช้ โดยเฉพาะนำไปผสมยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทหากติดแล้วรักษายาก ที่สำคัญคือพฤติกรรมการดื่มน้ำกระท่อม แก้วหรือภาชนะเดียวกัน หรือใช้หลอดเสี่ยงติดโควิดด้วย” รศ.พญ.รัศมน กล่าว

นายพิทยา จินาวัฒน์ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า การปลดล็อกพืชกระท่อมต้องไม่เสรีเกินไปควรใช้กฎระเบียบควบคุมตั้งแต่การปลูก การผลิต การขายรวมถึงควบคุมการโฆษณา โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน อย่าลืมบทเรียนเหล้า บุหรี่ ยาชูกำลัง ต้องคาดการณ์ว่าฝ่ายธุรกิจจะทำอะไร การตลาดการโฆษณาจะไปทางไหน และต้องคิดเผื่อมีการบังคับใช้มาตรการเมื่อเจอช่องโหว่จะปรับปรุงอย่างไร ทั้งการออกกฎระเบียบย่อยหรือนโยบายที่เกี่ยวข้อง

นายณัฐพงศ์ สำเภาแก้ว ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า อยากจะเรียกร้องให้มีการปรับเพิ่มสาระของกฎหมายให้คุ้มครองเด็ก เยาวชนในการเข้าถึงพืชกระท่อม ทั้งในแง่ของการจำกัดอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และควบคุมการโฆษณาส่งเสริมการขายไม่พุ่งเป้ามาที่เด็กและเยาวชน ต้องไม่ให้ดำเนินการได้อย่างเสรี เพราะกระท่อมยังมีสารที่ทำให้เกิดการเสพติด เป็นอันตราย นอกจากนี้ควรเปิดช่องให้สามารถออกอนุบัญญัติเพื่อควบคุมการขาย การบริโภคที่จะส่งผลต่อเด็ก เยาวชน และประชาชนในอนาคตได้ด้วย เพราะเชื่อว่าจะมีวิวัฒนาการมากขึ้นเรื่อยๆ กฎหมายจะตามไม่ทัน และเร็วๆนี้เครือข่ายเยาวชนฯ เตรียมไปยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ.พืชกระท่อม ที่วุฒิสภาอีกด้วย.