เรียกว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับกรณี “เด็กชายวัย 14” ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงกลางห้างสยามพารากอน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติ 2 ราย ได้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีนและแรงงานชาวพม่า  และมีผู้บาดเจ็บ 5 ราย อีกทั้งยังสร้างผลกระทบทั้งด้านสังคม ความปลอดภัย การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ อีกทั้งยังสะเทือนหลายสถาบัน โดนโยงไปหลายสาขา อาทิ เกมและภาพยนตร์ เป็นต้น

โดยเหตุการณ์นี้ ที่ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนและ เข้าข่ายมีปัญหาสุขภาพจิต ได้ถูกพูดถึงในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ดูเหมือนเตรียมตัวในการก่อเหตุร้ายแรงนี้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีการวิเคราะห์เรื่องของแรงจูงใจ  สภาพจิตใจ สภาพแวดล้อม การเรียน ไปจนถึงการเลี้ยงดู แต่ทว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงไม่แพ้กันคือ “บทลงโทษ” ที่แม้ความเสียหายจะร้ายแรง แต่ทว่าผู้กระทำผิดรายนี้ยังเป็น “เยาวชน” ที่ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ คุ้มครองอยู่ โดยเรื่องดังกล่าวนี้ ถูกนำวิพากษ์ ถกเกียง และวิเคราะห์ อย่างแพร่หลายในหลากมุมมอง

ในแง่คนบันเทิง  ซานิ – นิภาภรณ์ ฐิติธนการ  ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ผ่านทางไอจีส่วนตัว ระบุ  “หดหู่ลงเรื่อยๆ อาชญากรรม คดีต่างๆ ผู้ก่อเหตุเด็กลงเรื่อยๆ RIP ผู้เสียชีวิตและขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียทุกท่านนะคะ” , “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้เสียชีวิตและผู้สูญเสียค่ะ” ก่อนตั้งคำถามว่า “แปลกดีที่ปืนหาง่าย กว่าหาคุณธรรมในจิตใจคน หรือเพราะ…? กฎหมายมันอ่อนไป จนใครนึกอยากทำอะไรก็ไม่เกรงกลัว ใช้คำว่าโรคจิต ใช้เหตุผลนั้นนี้มาอ้าง เพื่อให้การกระทำผิด ทุเลาเบาบางลง แล้วคนที่สูญเสียจะต้องทำยังไง…? ในเมื่อบทเรียนไม่ได้มีไว้ให้ ‘ผู้กระทำ’ แต่มีไว้ให้ ‘ผู้ถูกกระทำ’ ” ก่อนตอกย้ำด้วยแคปชั่น “มันผิดที่ตรงไหน??? ผิดที่ยังหาปมไม่เจอ หรือไม่ได้พยายามแก้ปมที่เคยมัดไว้ซักที”

ทั้งนี้ ในมุมของนักอาชญาวิทยา รองศาสตราจารย์ พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม และผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต เผยช่วงนึงในรายการ “เปิดปากกับภาคภูมิ”  ต่อกรณีเด็กเยาวชนกระทำความผิด ตามกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเลยว่า อายุต่ำกว่า 15 ปี ถือเป็นการกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษทางอาญา แต่ศาลจะมีมาตรการ พฤติการณ์ในการกำกับดูแลเด็ก คือเรียกผู้ปกครองบิดามารดามาซักประวัติ รวมทั้งอาจจะมีการคุมความประพฤติเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิพากษา และจะดูว่าเด็กควรจะไปอยู่สถานที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นสถานพินิจหรือสถานที่ที่ศาลเห็นเหมาะสม เพื่อดูแลเรื่องการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรม โดยหลักสากลจะเป็นเรื่องของเด็กเยาวชนที่กระทำความผิด มองว่าเป็นเรื่องของวัย อายุ การคิดตัดสินใจ น้อยกว่าผู้ใหญ่ จะมีเรื่องสิทธิมนุษยชนสำหรับเด็กเยาวชนด้วย แต่อาจต้องมีความสมดุลกับตัวเหยื่อและครอบครัวเหยื่อเช่นกัน ส่วนกรณีนี้เหยื่อไม่รู้เรื่องอะไรแล้วโดนทำร้าย ประเด็นกฎหมายอาจจะต้องมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะปัจจุบันพบว่าเยาวชนก่อเหตุอาชญกรรมที่ร้ายแรงกว่าผู้ใหญ่ หลายครั้งแล้วที่คิดว่าผู้ใหญ่ก็คงจะไม่ทำ ดังนั้นถ้าเราอย่ามองในมุมสิทธิมนุษยชนเกินไป เพราะอีกมุมต้องมองสภาพจิตใจของเหยื่อและครอบครัวด้วย

อีกทั้งในเบื้องต้นได้มีข่าววออกมาว่าเด็กชายวัย 14 มีอาการป่วยเป็นจิตเวช รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ก็ได้วิเคราะห์ว่า ผู้ป่วยจิตเวชมักไม่บอกว่าตัวเองป่วย  ส่วนใหญ่จะทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น แต่รายนี้กลับวางแผนเป็นขั้นตอน พร้อมให้สัมภาษณ์อย่างละเอียด ประเด็นเหตุการณ์เด็ก 14 ปี ก่อเหตุยิงที่สยามพารากอนดังกล่าวว่า กรณีของผู้ก่อเหตุ เมื่อวิเคราะห์ ประเด็นแรกต้องดูทั้งสภาพจิตใจ การอบรมเลี้ยงดู การขัดเกลาทางสังคม การปลูกฝังถ่ายทอดสิ่งที่ดีงามจากคุณพ่อ คุณแม่ตั้งแต่วัยเด็ก เพราะสถาบันครอบครัวมีผลมาก ๆ ประเด็นต่อมา สภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อน การคบเพื่อน การเล่นเกม การมีความเสี่ยงต่อการเกี่ยวข้องกับการใช้สารเสพติด หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะต้องมีการตรวจสอบ

การปฏิบัติการของผู้ก่อเหตุที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ สามารถเรียกว่าเป็นการปฏิบัติการแบบ Lone Wolf” หรือ “หมาป่าผู้เดียวดาย”  คือปฏิบัติการตามลำพัง ไม่มีใครมาร่วมขบวนการด้วย ซึ่งเป็นการปฏิบัติการที่หลาย ๆ ประเทศมีความกังวล เพราะหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานตำรวจ หน่วยงานข่าวกรอง ก็ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

โดยสำหรับกรณีนี้ เราทราบตรงกันอยู่แล้วว่า ผู้ก่อเหตุ เลือกสถานที่ เลือกช่วงเวลา สถานที่ คือ สยามพารากอนเป็นห้างที่อยู่กลางเมือง มีนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและคนไทย รวมถึงอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ คือสถานีสยามช่วงเวลา คือ เลือกที่จะก่อเหตุหลัง 16.00 น. ไปแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่คนเลิกเรียน และเลิกงาน ประการต่อมา เมื่อวิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ เชื่อว่ามีการเตรียมการ โดยเฉพาะเรื่องอาวุธ ซึ่งเท่าที่ทราบเป็น Blank Gun ที่ถูกนำมาดัดแปลงจนใส่กระสุนจริงและยิงได้ นอกจากนี้ยังมีคลิปวิดีโอปรากฏ ว่าผู้ก่อเหตุฝึกซ้อมยิงปืน ให้เกิดความชำนาญ รวมถึงเรื่องเสื้อผ้า

สิ่งที่ประมวลทุกประการที่ได้กล่าวไป ก็จะสะท้อนกลับมาที่ตัวตนของผู้ก่อเหตุ ว่าทำไมคนที่ยังเป็นเด็ก ถึงสนใจในสิ่งเหล่านี้ และก่อเหตุเพราะอะไร อีกประการหนึ่งที่สำคัญ ตามที่สื่อมวลชนได้รายงานไป คือมีการส่งข้อความ หรือภาพ ไปทางแชทให้กับเพื่อนที่สนิทกันว่า จะก่อเหตุที่สยามพารากอน แล้วเพื่อนก็บอกให้ใจเย็นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้ก่อเหตุกำลังมีความคับแค้นหรือกดดันอยู่ภายในจิตใจ หรืออาจต้องการสร้างการยอมรับจากเพื่อนหรือจากครอบครัว โดยข้อมูลเชิงลึกน่าจะอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยตำรวจ

ในเมื่อผู้ก่อเหตุเป็นเด็ก กฎหมายสำหรับเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ มีความแตกต่างกันเนื่องจากเด็ก เยาวชน เป็นคนอ่อนเยาว์ ทั้งเรื่องวัย อายุ และความคิด เพราะฉะนั้นการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจึงแตกต่างจากผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้ทบทวน เพื่อแก้ไขกฎหมาย ไม่ให้พิจารณาแค่อายุ แต่ให้พิจารณาจากพฤติการณ์ของการก่อเหตุ ตามโมเดลที่ใช้ในประเทศจีน

ส่วนประเด็นที่บอกว่า จะมีความผิดปกติทางจิตเวชหรือไม่ เพราะตามคลิปวิดีโอขณะจับกุมที่เผยแพร่ออกมา ผู้ก่อเหตุพูดคุยกับตำรวจทำนองว่า มีคนจะเข้ามาทำร้าย รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์  ได้มองประเด็นนี้เป็น  2 กรณี ได้แก่ กรณีแรก ผู้ก่อเหตุอาจจะมีความผิดปกติทางจิตเวชจริง ซึ่งจะมีประวัติการรักษา มีการรับประทานยา มีจิตแพทย์วินิจฉัย มีการรักษาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ ส่วนกรณีที่สอง ผู้ก่อเหตุฉลาดพอที่จะอำพรางว่าตนเองมีความผิดปติทางจิตหรือไม่ อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ ผู้ที่สามารถให้ความเห็นควรเป็นจิตแพทย์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการนำเสนอศาล

ภาพ : paolohospital.com

 ซึ่งตามหลักแล้ว คนไข้จิตเวช จะไม่ทำร้ายผู้อื่น ส่วนใหญ่จะทำร้ายตัวเอง หรือกลัวว่าคนอื่นจะมาทำร้าย หูแว่ว ประสาทหลอน รวมถึงขว้างปาสิ่งของ แต่กรณีนี้ การคิด การวิเคราะห์ และการตัดสินใจของผู้ก่อเหตุ ดูเป็นขั้นเป็นตอน มีการเตรียมการ รวมทั้งในขณะจับกุมผู้ก่อเหตุสามารถรับรู้และทำตามคำสั่งของตำรวจ ที่สั่งให้หันหลัง วางอาวุธ ย่อตัวลง นอนคว่ำ ได้ทั้งหมด ซึ่งแปลว่า ผู้ก่อเหตุเข้าใจว่าหากไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่จะสามารถยิงเขาได้ ตามสิทธิการป้องกันตัวตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้มีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน นอกจากนี้ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์  ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า คนไข้จิตเวชจริง ๆ เมื่อก่อเหตุ และถูกจับกุม มักจะไม่ได้บอกว่าตัวเองป่วย

สำหรับประเด็นเรื่องเกม  รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์  มองว่าข้อมูลทางวิชาการยืนยันตรงกันว่าเด็ก เยาวชนที่ติดเกม คือเล่นเกมถี่ ๆ ซ้ำ ๆ หลายชั่วโมงต่อวัน หลายวันต่อสัปดาห์ หลายสัปดาห์ต่อเดือน สิ่งที่จะมีผลแน่ ๆ คือเรื่องอารมณ์ โดยคนที่ติดเกมจะมีอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด โมโหง่าย ไม่พอใจเมื่อไม่ได้ดั่งใจ เพราะหลัก ๆ แล้ว เกมมีแค่แพ้กับชนะ ซึ่งธรรมชาติของมนุษย์ชอบที่จะเป็นผู้ชนะมากกว่าผู้แพ้ ดังนั้นเราจึงควรดูแลไม่ให้ลูกหลานหรือคนใกล้ชิดติดเกม เพราะในโลกความเป็นจริง เราไม่ได้เป็นผู้ชนะตลอด บางครั้งเราก็ต้องยอม

ภาพ : Axville on Unsplash

ส่วนคำถามที่ว่า การติดเกมจะนำไปสู่การก่ออาชญากรรมหรือไม่นั้น การติดเกมมีผลต่ออารมณ์ ความคิด การแสดงออก และการตัดสินใจ แต่การก่ออาชญากรรมต้องอาศัยปัจจัยอื่นมาประกอบด้วย เช่น การเลี้ยงดูของครอบครัว รวมถึงความกดดันจากเพื่อน และคนรอบข้าง ต้องพิจารณาว่า ผู้ก่อเหตุถูกเลี้ยงดูด้วยความกดดัน คือต้องเรียนให้ได้คะแนนดี หรือครอบครัวไม่มีเวลาหรือความรักความผูกพันให้ ให้แต่เงิน ที่พัก และอาหารหรือไม่ บางคนชอบเล่นเกมที่ใช้ความรุนแรง ชอบดูหนังแอคชั่น ก็ไม่ได้ก่ออาชญากรรม ฉะนั้นต้องดูหลายปัจจัย บางคนก็ไม่ได้ละเมิดกฎหมายเพราะมีพันธะทางสังคม เช่น สถานภาพทางสังคม ตำแหน่งหน้าที่ทางการงาน หรือความเชื่อทางศาสนา

 รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์  ยังได้พูดถึงความสำคัญของครอบครัวว่า งานวิจัยเมื่อประมาณ 40 – 50 ปีที่แล้วแสดงให้เห็นว่า สถาบันครอบครัว เป็นสถาบันที่เล็กที่สุด แต่มีบทบาทต่อความนึกคิดจิตใจ และความรู้สึกของมนุษย์มากที่สุด ซึ่งงานวิจัยในปัจจุบัน ก็ยังแสดงให้เห็นแบบเดียวกัน คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง หรือคนในครอบครัว ต้องดูแล เอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิด ทั้งการอบรม สั่งสอน ปลูกฝัง ถ่ายทอดสิ่งที่ดีงาม คุณธรรม จริยธรรม ไม่ใช่ให้แค่เงิน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง บางคนอาจไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ สายใยความรักที่ห่างกัน จะมีผลต่อสภาพจิตใจของเด็ก เยาวชน ประการต่อมา บางคนถูกครอบครัวกดดันด้านการเรียน โดยที่ครอบครัวไม่เข้าใจปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ สิ่งนี้ยิ่งเป็นการเพิ่มความกดดัน เพราะฉะนั้น ครอบครัวต้องเข้าใจ การเลี้ยงลูกให้ถูกหลักการ อย่าผลิตซ้ำอาชญากร

ภาพ : Andre Hunter on Unsplash

ก่อนให้ข้อมูลอีกว่า มีการศึกษาเก็บข้อมูลที่สหรัฐโดยนักอาชญาวิทยาท่านหนึ่ง เก็บข้อมูลเหตุกราดยิงในสหรัฐ ตั้งแต่ ค.ศ. 2021 ย้อนกลับไป 55 ปี ทั้งหมด 178 กรณี พบว่าส่วนใหญ่ผู้ก่อเหตุเป็นผู้ชาย อายุต่ำกว่า 30 ปี โดยพบว่ามีปัญหาสภาพจิตใจถึง 70% ที่น่าสนใจคือ พบว่าผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่อาศัยอยู่คนเดียว ใช้ชีวิตตามลำพัง ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หรือสมาชิกในครอบครัว ซึ่งอาจเป็นเพราะถูกกลั่นแกล้งในโรงเรียน หรือถูกกดดันโดยคนรอบข้าง หากพบว่าบุตรหลาน เริ่มเป็นคนเก็บตัว เงียบขรึม เริ่มสนใจเรื่องการใช้ความรุนแรง เริ่มสนใจเรื่องอาวุธ นั่นเป็นสัญญาณบอกเหตุถึงอะไรบางอย่าง ครอบครัวต้องรีบเข้ามาพูดคุย และดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากต้องการให้บุตรหลานไปพูดคุยกับจิตแพทย์ ครอบครัวจะต้องเริ่มต้นไปปรึกษา ขอคำแนะนำจากจิตแพทย์ก่อน อีกทั้งยังย้ำว่า การไปพบจิตแพทย์เป็นเรื่องปกติ

มีผู้ก่ออาชญากรรมเคยเล่าให้ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์  ฟังว่าแม่ของเขาไม่เคยคุยกับเขาทางโทรศัพท์ ไม่เคยกอดเขาเลย และไม่เคยบอกรักเขาเลย เราทุกคนควรหันกลับไปดูสมาชิกในครอบครัวว่า มีเวลาให้กันไหม มีปฏิสัมพันธ์กันต่อวันมากน้อยเพียงใด เพราะในปัจจุบัน เราใช้เวลากับหน้าจอโทรศัพท์ มากกว่าการพูดคุยกัน ซึ่งทำให้เราเหินห่างกันมากขึ้น ถ้าเหินห่างกันมากขึ้น ยิ่งทำให้คนมองว่าคนไม่ใช่คน ก็จะก่อเหตุได้ง่ายขึ้น

ขณะที่ในมุมนักกฎหมาย ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์  ก็ได้ออกมาโพสต์คลิป แสดงความเห็นประเด็นนี้ในแง่ของการรับบทลงโทษ โดยระบุว่า  ผู้กระทำความผิดเท่าที่ติดตามข่าว อายุกว่า 12 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี ดังนั้นคนที่อายุยังไม่เกิน 15 ปีบริบูรณ์ ถ้ามีการกระทำความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กคือว่ากล่าวตักเตือน หรือส่งไปสถานพินิจ ดังนั้นคดีนี้ เด็กจึงไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย เป็นไปตาม พรบ. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ยิ่งกว่านั้นถ้าเด็กปรากฏว่าในขณะกระทำความผิด มีอาการทางจิตบกพร่อง ไม่สามารถบังคับตัวเองได้ก็ไม่ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 ส่วนทางแพ่งนั้น ก็ต้องไปดูว่าพ่อแม่ผู้ปกครองได้เอาใจใส่บุตรหลานของท่านอย่างเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่ได้เอาใจใส่ ก็อาจจะโดนคดีเกี่ยวกับ พรบ.คุ้มครองเด็ก ที่ปล่อยปละละเลยให้เด็กทำความผิด หรืออาจจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทางแพ่งเรื่องละเมิด หรือไม่อย่างไร

ส่วนมิติของจิตแพทย์ เมื่อถามถึงที่มีการระบุว่าเด็กชายผู้ก่อเหตุเป็นผู้ป่วยจิตเวช ที่ขาดยา ทำให้เกิดภาวะหลอนแล้วไปก่อความรุนแรงนั้น พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)  กล่าวว่า ตนได้รับทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาให้ข้อมูลนี้ทางสื่อ ซึ่งเด็กอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทีมจากกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ทางกรมฯ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่า หากมีประเด็นทางจิตเวชที่ต้องมีการประเมิน เพื่อช่วยเหลือและรักษา ทางกรมฯ ได้เตรียมหน่วยงานรองรับไว้แล้ว และพร้อมร่วมมือกับตำรวจในการให้ข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเจ็บป่วย หรือเหตุเกี่ยวข้องใดๆ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีและการดูแล

“ประเด็นที่สังคมจะได้ประโยชน์มากกว่าอาจจะไม่ใช่การสรุปว่าเด็กเจ็บป่วยหรือไม่ แต่เป็นการวิเคราะห์เหตุการณ์ว่า ไม่ว่าเด็กจะเป็นอะไรก็ตาม แต่สังคมต้องตื่นตัวกับการป้องกันความรุนแรง ไม่ว่ารายนี้จะเจ็บป่วยหรือไม่ แต่เด็กทุกคนที่เจ็บป่วยทางจิตต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ไม่ว่ารายนี้จะขาดยาหรือไม่แต่ผู้ป่วยทุกคนต้องไม่ขาดยา และต้องได้รับการดูแลที่เหมาะสมจากแพทย์ พร้อมกับได้รับความร่วมมือจากครอบครัว” พญ.อัมพร กล่าว

ส่วน นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ หรือ “ทนายบอน” อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ ว่า เด็ก 14 ปี โดนแจ้ง 5 ข้อหาหนัก ผลจะเป็นยังไง ถ้าไม่ต้องรับผิดจะแจ้งข้อหาทำไม  ในทางกฎหมายอาญามี “เหตุยกเว้นความผิด” คือทำแล้ว “ไม่ผิด” เช่น การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นอำนาจที่กฎหมายให้กระทำได้ อีกอย่าง คือ “เหตุยกเว้นโทษ” คือ “ยังมีความผิด” แต่ไม่ต้องรับโทษ เช่น อายุไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 74 “เด็กอายุกว่า 12 ปีแต่ยังไม่เกิน 15 ปี กระทำการอันกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด เด็กนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ ดังต่อไปนี้…” สรุปคือ “เด็กยังมีความผิด” แต่ “ไม่ต้องรับโทษอาญา” นำไปสู่ “ละเมิด” และ “การชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่ง” ซึ่งผู้ปกครองต้องร่วมรับผิดด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่ง

มาตรา 429 “บุคคลใดแม้ไร้ความสามารถเพราะเหตุเป็นผู้เยาว์หรือวิกลจริตก็ยังต้องรับผิดในผลที่ตนทำละเมิด บิดามารดาหรือผู้อนุบาลของบุคคลเช่นว่านี้ย่อมต้องรับผิดร่วมกับเขาด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น” ดังนั้น งานนี้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมาย เด็กก็อ้างเหตุยกเว้นโทษ มีความผิด แต่ไม่ต้องรับโทษ เรื่องทางแพ่งก็พิสูจน์ความเสียหาย เยียวยาชดใช้กันครับ เรื่องน่าเศร้า ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียครับ”

นอกจากนี้ “ทนายบอน” ยังได้โพสต์เพื่อสอบถามความเห็นอีกว่า เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ทำผิด ไม่ต้องรับโทษอาญา ควรแก้หรือไม่ อยากฟังครับ (พร้อมเหตุผลประกอบ) ข้อเสนอ 1. รับโทษเท่าผู้ใหญ่ 2. ลดอายุลงมา เช่น ไม่เกิน 12 ไม่ต้องรับโทษ 3. ให้ศาลใช้ดุลพินิจ “ลดโทษ” ได้ถ้าเห็นว่ายังไม่มีวุฒิภาวะ ประกอบกับความรุนแรงของพฤติการณ์ 4. อื่นๆ แบบไหนดีครับ ท่ามกลางประชาชนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

ส่วน นาย มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” ก็ได้เคลื่อนไหวเรื่องนี้เช่นกัน โดยโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “จากเหตุเด็กยิงที่ห้าง แม้กม.อาญา มี.74วางหลักว่า… มีความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษนั้น ผมเลยไปค้นเจอว่า…กฎหมายเปิดช่องให้สามารถโอนคดี จาก ศาลเยาวชนและครอบครัว ไปพิจารณาใน ศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้ หากพบว่าเยาวชนที่ก่อเหตุมีสภาพร่างกายและจิตใจโตเกินวัย ตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 97 วรรค 2 เรื่องนี้ก็ต้องดูว่า ศาลท่านจะเห็นอย่างไร”

พร้อมแชร์ข้อกฎหมายในราชกิจจานุเบกษา “มาตรา 97 เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ บุคคลใดอายุยังไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ กระทำความผิดและเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา ถ้าศาลนั้นพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิต สติปัญญา และนิสัยแล้ว เห็นว่าบุคคลนั้นยังมีสภาพเช่นเดียวกับเด็กหรือเยาวชน ให้มีอำนาจสั่งโอนคดีไปพิจารณาในศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีอำนาจและให้ถือว่าบุคคลนั้นเป็นเด็กหรือเยาวชน

คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิต สติปัญญา และนิสัยแล้ว เห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือในระหว่างการพิจารณา เด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้มีอำนาจสั่งโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้”

ขณะที่ นาย สุวิทย์ ยงหวาน ซึ่งเคยเป็นอดีตตำรวจรัฐเวอร์จิเนีย  สหรัฐอเมริกา และมีประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้เผยถึงการรับโทษกรณีผู้ก่อเหตุกราดยิงเป็น “เยาวชน” ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ในอเมริกาจะไม่มีการยกเว้นโทษ แม้เป็นเยาวชนก็ต้องได้รับโทษคุมขังในสถานพินิจหรือในรายที่ทำผิดร้ายแรง แม้อายุเพิ่ง 14 ปี ไม่ถึง 18 ปี ตามที่กำหนด ศาลอาจพิจารณาลงโทษเท่ากับผู้ใหญ่ หากการกระทำผิดนั้นร้ายแรง

สอดคล้องกับคดีของ อีธาน ครัมบลีย์ (Ethan Crumbley) นักเรียนมัธยมวัย 15 ปี (ปัจจุบันอายุ 17ปี ) ที่ก่อเหตุยิงสะเทือนขวัญ ที่ โรงเรียนมัธยมศึกษาออกซ์ฟอร์ดไฮสคูล ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย เมื่อปลายปี 64 โดย อีธาน ถูกดำเนินคดีแบบผู้ใหญ่ และถูกตั้งข้อหาอย่างร้ายแรง ทั้งก่อการร้าย , ฆาตกรรมโดยเจตนา  , ใช้กำลังประทุษร้ายด้วยจุดมุ่งหมายต้องการฆ่า  และครอบครองอาวุธปืนผิดกฎหมาย  

ภาพ : CNN

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมา CNN ได้รายงานว่า ศาลโอ๊คแลนด์เคาน์ตี้ (Circuit Court)  ได้ตัดสินว่าเขามีสิทธิ์ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยไม่สามารถขอลดหย่อนได้ ซึ่งถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุดในรัฐมิชิแกน ก่อนหน้านี้ อีธาน ได้อ้างว่ามีอาการทางจิต (Insanity Defense) เพื่อขอลดโทษ แต่ก็ได้เปลี่ยนใจภายหลังและรับสารภาพผิดตามข้อกล่าวหา ทั้งก่อการร้ายและฆ่าคนตายโดยเจตนา โดยผู้พิพากษาได้พิจารณาพฤติกรรมของเขา ทั้งก่อนก่อเหตุและระหว่างที่ควบคุมตัวนับแต่ถูกจับกุม และเห็นว่า “เป็นที่ชัดเจนในชั้นศาลแล้วว่า จำเลยนั้นหมกหมุ่นกับความรุนแรง ทั้งก่อนการก่อเหตุยิง” อีกทั้งอ้างอิงถึงงานเขียนและการบันทึกของ อีธาน เกี่ยวกับความรุนแรงต่อสัตว์ก่อนก่อเหตุกราดยิง ทั้งนี้คดีดังกล่าวพ่อแม่นั้นถูกดำเนินคดี ข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา  และอยู่ระหว่างรอการพิจารณา เนื่องจากอัยการมองว่า พ่อแม่ปล่อยให้ลูกเข้าถึงปืนได้ง่าย  อีกทั้งยังเพิกเฉยไม่พาลูกไปรับการรักษาอาการทางจิต แม้จะมีพฤติกรรมเสี่ยง นอกจากนี้ปืนที่ลูกใช้ฆ่าผู้อื่น ก็เป็นผู้เป็นพ่อที่ซื้อให้ด้วย

สำหรับเหตุการณ์อาชญากรวัย 14 กราดยิงที่สยามพารากอนนี้ ยังไปคล้ายคลึงกับซีรี่ส์เกาหลีเรื่องดัง  “Juvenile Justice” ที่ใช้ชื่อไทยว่า “หญิงเหล็กศาลเยาวชน” ซีรี่ส์แนวกฎหมาย (Legal Drama) เกี่ยวกับการทำคดีของเด็กและเยาวชน ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคดีที่เกิดขึ้นจริงๆ  นำแสดงโดย คิมฮเยซู  ที่มารับบทผู้พิพากษา “ชิมอึนซอก” เธอมาพร้อมกับประโยคที่ว่า “เธอนั้นเกลียดอาชญากรเด็กที่สุด” โดยตัวซีรี่ส์ได้เล่าถึง ผู้พิพากษา “ชิมอึนซอก” เธอเคยเป็นเหยื่อจากอาชญากรที่เป็นเยาวชน  จึงเกลียดผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนอย่างมาก  วันหนึ่งที่เธอถูกย้ายมาเป็นผู้พิพากษาประจำศาลเด็กและเยาวชนของเขตที่มีอาชญากรเด็กและเยาวชนเยอะที่สุด  ได้พบและพิจารณาคดีมากมาย และเธอใช้วิธีการเด็ดขาดในการจัดการพิจารณาคดี และไม่ปรานีต่อ “อาชญากรเยาวชน” เหล่านั้น เพื่อให้รู้ซึ้งถึงโทษทัณฑ์จากการกระทำผิดอันร้ายแรง

ซึ่งระหว่างทำคดีต่าง ๆ เธอก็ได้พบเรื่องราวมากมาย ที่อยู่เบื้องการก่ออาชญากรรมของเด็ก ๆ ที่มีระดับความซับซ้อนและรุนแรงไม่แพ้ผู้ใหญ่ อีกทั้งยังมาจากหลากหลายปัจจัย ซึ่งซีรี่ส์เรื่องนี้ได้สะท้อนปัญหาอาชญากรรมที่ก่อโดยเยาวชน ชี้ให้เห็นถึงการ “โอนอ่อน” ของกฎหมาย ที่มีต่อเด็ก ซึ่งเสมือนเป็นดาบสองคม ในแง่ดีนั้นก็มีเยาวชนที่เคยพลั้งเผลอกระทำความผิด แต่ต่อมาสามารถกลับตัวได้และเป็นคนดี สร้างประโยชน์ให้สังคมต่อไป เช่น “ชาแทจู” ผู้พิพากษาแสนอบอุ่น ที่ปูมหลังเขาเคยอยู่สถานพินิจ และได้รับโอกาส จนกลายมาเป็นผู้พิพากษา

แต่ทว่ามีเยาวชนอีกไม่น้อยที่กระทำความผิด โดยไม่ได้รู้สึกสำนึกผิดต่อสิ่งที่ทำจริง ๆ อีกทั้งยังใช้ช่องว่างของกฏหมายที่คุ้มครองเยาวชน  ทำผิดซ้ำ ๆ และระดับความรุนแรงในสิ่งที่ทำบางคดีก็ไม่ต่างจากที่ผู้ใหญ่กระทำ ซึ่งต่อมามันได้สร้างให้เด็กเหล่านั้นกลายเป็นอาชญากรตัวร้ายในที่สุด เช่นเดียวกับเยาวชนคนนึงที่เคยทำให้ลูกชายของ  “ชิมอึนซอก” ต้องจากไปจากการทำอิฐตกใส่ แน่นอนว่าการที่ศาลมองว่าผู้กระทำผิดนั้นเป็นเยาวชน อีกทั้งยังไม่มีเจตนา ทำให้เขาได้รับโทษสถานเบา และไม่ได้รับการสั่งสอนที่ถูกต้องว่าสิ่งที่เขาทำได้สร้างความเสียหายต่อผู้อื่น และเป็นสิ่งร้ายแรงแค่ไหน และนั่นกลายเป็นสิ่งที่หล่อหลอมให้เด็กคนนั้นมองว่ากฎหมายก็ไม่เท่าไหร่ และโตมากลายเป็นอาชญากรที่ยังอาศัยคำว่า “เยาวชน” กระทำความผิดวนไป

ทั้งนี้ซีรี่ส์ยังมีหลายประโยคที่แทนความรู้สึกของหลายคน จนถูกชาวเน็ตแชร์จนเป็นกระแสไวรัล ไม่ว่าจะเป็น “กล้าดียังไงที่กระทำความผิดตั้งแต่อายุเพียงแค่นี้ และ “เราต้องทำให้เห็นว่ากฎหมายน่ากลัวแค่ไหน เราต้องสอนพวกเขาว่า ถ้าทำร้ายคนอื่น แล้วจะต้องชดใช้ยังไง”  

ซึ่งการยกระดับการรับโทษของเด็กที่กระทำความผิด ให้เทียบเท่ากับผู้ใหญ่นั้น ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันทั้งในเชิงสังคม มนุษยธรรม และในแง่กฎหมาย ที่มีความละเอียดอ่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่า สังคมปัจจุบันนั้นเด็ก “โตเร็ว” กว่าในอดีตมาก ทั้งในเชิงความคิด พฤติกรรม วุฒิภาวะ อันเป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำขึ้น เด็กได้รู้ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ด้วยสังคมที่เปลี่ยนไป และดูเหมือนอาชญากรจะอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ทว่ากฎหมายในหลายประเทศยังคงล้าหลัง จนตามไม่ทัน กลายเป็นหล่อหลอมความคิดที่ว่า “อายุต่ำ 15 ถ้าทำผิด ฆ่าผู้อื่น ก็ไม่รับโทษ ไม่ถูกจำคุก” ซึ่งนั่นเป็นสารตั้งต้นที่น่ากลัว เพราะหากพฤติกรรมและผลจากการก่อเหตุอาชญากรรมนั้นร้ายแรงมาก นั่นก็ควรถูกนำมาพิจารณาโทษร่วมด้วยหรือไม่

หากมองย้อนกลับไปดูช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในประเทศไทยพบคดีอาชญากรรมที่ก่อเหตุโดยเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ทั้ง คดีหลานสาววัย 14 ปี ร่วมแฟนหนุ่มวัย 15 ฆ่าปาดคอยายตัวเอง เนื่องจากถูกยายกีดกันความรัก ห้ามคบกัน , คดีเด็กหญิงอายุ 13 และ 15 ปี ร่วมกันก่อเหตุฆาตกรรม ลวงเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกัน ก่อนจับกดน้ำจนเสียชีวิต , เยาวชนอายุ 16 ปี ขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดง จนชนคนมีผู้เสียชีวิต ไปจนถึงล่าสุดกับคดีเด็กวัย 14 ก่อกราดยิงใจห้างดัง ใจกลางเมืองหลวง ที่ใกล้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เย้ยหยันกฎหมายดังกล่าว ทั้งหมดนี้น่าจะสะท้อนถึงความเลวร้ายในสังคม ที่เกิดจากอาชญากรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

ความ “ใจดี” ของกฎหมาย ที่มีต่อเยาวชนเมื่อกระทำความผิดนั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมีมนุษยธรรม ทำให้เด็กเหล่านั้นได้มีโอกาสอีกครั้งในการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นหลักสากลของโลก ที่ถือว่าเด็กเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการปกป้องและคุ้มครอง แต่ทว่า ณ วันนี้ การที่กฎหมายก้าวไม่ทันเด็กที่โตเร็วมากยิ่งขึ้น ความไม่เด็ดขาดของตัวบทลงโทษต่อผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน คงไม่ต่างเปิดโอกาสให้ “ฆาตรกร” ใช้ช่องว่างของกฎหมายตรงนี้ในการกระทำผิด ทำลายชีวิตและครอบครัวคนอื่นพังพินาศเรื่อยไป ซึ่งเหยื่อหรือผู้บริสุทธิ์นั้นไม่มีโอกาสได้ร้องขอหรือกลับมาใช้ชีวิตเป็นครั้งที่สองเลย

ดังนั้นมันถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะต้องทบทวนกฎหมายให้ก้าวทันปัญหาในตอนนี้ ก่อนที่กฎหมายที่คุ้มครองเยาวชนจะกลายเป็นเครื่องมือบ่มเพาะ “ปิศาจร้าย” ในสังคม!

ชาวบ้าน 1/4