เมื่อเวลา 12.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นประเทศบรูไน ซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชม.) วันที่ 10 ต.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติบรูไน ในโอกาสเยือนบรูไนดารุสซาลามอย่างเป็นทางการ โดยมีเจ้าชายอัล มูห์ทาดี บิลลาห์ มกุฎราชกุมารแห่งบรูไนดารุสซาลาม ร่วมกับคณะรัฐมนตรีบางส่วน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดบรูไน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบรูไน เอกอัครราชทูตและข้าหลวงใหญ่ต่างประเทศประจำบรูไน ให้การต้อนรับ 

จากนั้นมกุฎราชกุมารแห่งบรูไน ในฐานะผู้แทนพระองค์ฯ ของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน นำนายกรัฐมนตรีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติบรูไน ขณะที่นางสาวบุศรา กาญจนาลัย เอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี จากนั้นช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม ที่พระราชวังอิสตานา นุรุล อิมาน เพื่อหารือทวิภาคี และช่วงค่ำสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม พระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำ 

จากนั้นเวลา 14.00 น. ที่พระราชวังอิสตานา นุรุล อิมาน นายเศรษฐา หารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไนดารุสซาลาม โดยนายกฯ กล่าวรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าเฝ้าฯ และมาเยือนบรูไนอย่างเป็นทางการในวันนี้ ไทยและบรูไน มีมิตรภาพที่ยาวนานกว่า 39 ปี บรูไนเป็นพันธมิตรของไทย ทั้งในความร่วมมือทวิภาคี ในเวทีระดับภูมิภาคและพหุภาคี ทั้งนี้ หากพระองค์มีพระราชประสงค์เสด็จฯ เยือนประเทศไทย จะถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อรัฐบาลไทยที่ได้มีโอกาสถวายการต้อนรับ 

ด้านสมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงกล่าวต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี การเยือนอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันของไทยและบรูไน โดยเฉพาะที่ในปีหน้าจะครบรอบ 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์การทูต

โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนในประเด็นที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งไทยและบรูไนยินดีที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองเต็มไปด้วยมิตรภาพ และไมตรีจิตมาโดยตลอด โดยเฉพาะความสัมพันธ์ในระดับราชวงศ์ ที่เป็นเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-บรูไน โดยปีหน้าจะครบรอบ 40 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์การทูต ซึ่งนายกฯ เห็นควรให้ใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ และร่วมมือระหว่างกัน 

ทั้งนี้ ในด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองหวังที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือในด้านนี้มากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรียินดีที่ทราบว่าในปี พ.ศ. 2545 Brunei Investment Agency (BIA) ได้ร่วมมือกับ EXIM Thailand และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จัดตั้งกองทุนทวีทุน (Thailand Prosperity Fund) ซึ่งมีทุนเริ่มแรก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเชิญชวนให้ BIA พิจารณาลงทุนเพิ่มเติมในไทย โดยเฉพาะในสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น การบริการ การท่องเที่ยวโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

ทั้งนี้ นายกฯ ยินดีที่สินค้าไทยได้รับความนิยมมากขึ้นในบรูไน โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ มีแผนที่จะการจัดแสดงสินค้าไทยในบรูไนมากขึ้น จึงหวังที่จะทำงานร่วมกับบรูไน เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าไทยและอาหารไปยังบรูไนมากขึ้น โดยผู้นำทั้งสองให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหาร โดยไทยต้องการที่จะเป็นหุ้นส่วนระยะยาวของบรูไนในด้านนี้ เนื่องจากไทยมีความเข้มแข็งในด้านการเกษตร และการผลิตอาหาร และต้องการขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทย โดยเฉพาะเนื้อไก่ และข้าวหอมมะลิไทย ไปยังบรูไน โดยทั้งสองประเทศยังพร้อมที่จะกระชับความร่วมมือในด้านพลังงาน 

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังแสดงความห่วงกังวลต่อเหตุการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นขณะนี้ พร้อมขอให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม นายกฯ กล่าวขอบคุณสำหรับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ โดยรัฐบาลไทยจะติดตามการหารือของเรา เพื่อประโยชน์ของประชาชนของเรา พร้อมย้ำความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิด เดินหน้าความร่วมมือระหว่างกันให้เกิดผลสูงสุด.