สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยแพร่รายงานประจำปี ว่าด้วย “พัฒนาการทางทหารและความมั่นคงของจีน” คาดการณ์จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ของจีน “มากกว่า 500 ลูก” เมื่อเดือน พ.ค. 2566 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก
อนึ่ง ในรายงานประเมินเมื่อปี 2564 กระทรวงกลาโหมสหรัฐคาดการณ์จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ของจีน ไว้ที่ “มากกว่า 400 ลูก” การเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์มากกว่า 100 ลูก ภายในปีเดียว ตอกย้ำการพัฒนาอย่างรวดเร็วของจีนในด้านนี้
China's nuclear arsenal at more than 500 warheads: Pentagon report https://t.co/klBHOo60Ve pic.twitter.com/L97OI3NARk
— CNA (@ChannelNewsAsia) October 19, 2023
ส่วนรัสเซียเป็นประเทศซึ่งมีหัวรบนิวเคลียร์ในคลังแสงมากที่สุด คืออย่างน้อย 4,489 ลูก ตามด้วยสหรัฐ 3,700 ลูกโดยประมาณ
ขณะเดียวกัน รายงานของปีนี้ยังระบุจำนวน เรือรบและเรือดำน้ำของจีน รวมกันอย่างน้อย 370 ลำ เพิ่มขึ้นจากสถิติ 340 ลำ ตามที่ระบุอยู่ในรายงานปีที่แล้ว
นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐประเมินพัฒนาการทางทหารของจีน ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว จะช่วยเสริมสร้างให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) มีหัวรบนิวเคลียร์อยู่ในครอบครองเพิ่มเป็น 1,000 หัว ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นไปตามที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ และ “หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงในทางใด” จำนวนหัวรบนิวเคลียร์ของจีนจะเพิ่มเป็น 1,500 ลูก ภายในปี 2578
ด้านจีนยังไม่มีปฏิกิริยาต่อรายงานฉบับนี้ของฝ่ายความมั่นคงสหรัฐ แต่เคยเผยแพร่รายงานว่า รัสเซียและสหรัฐ ยังคงเป็นสองประเทศ ซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก ด้วยสัดส่วน 90% ของปริมาณที่มีอยู่ทั้งหมดบนโลก ทั้งสองประเทศจึงควรเป็นผู้ดำเนินการก่อน ในการลดปริมาณอาวุธนิวเคลียร์ในคลังแสงของตัวเอง โดยปฏิบัติตามกรอบของข้อตกลงระหว่างประเทศ
นอกจากนั้น รัฐบาลปักกิ่งยังคงยึดมั่นมาตลอดกับหลักการที่เรียกว่า “No-First-Use” นั่นคือไม่โจมตีฝ่ายใดก่อนด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์ของจีน ณ ปัจจุบัน ถือว่า “อยู่ในระดับต่ำมาก” และเป็นไปด้วยเหตุผลเพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงแห่งชาติเท่านั้น.
เครดิตภาพ : AFP



