สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ว่า เมื่อปี 2564 บรรดาผู้นำจากประเทศและดินแดนมากกว่า 100 แห่ง ซึ่งเป็นตัวแทนป่าไม้ส่วนใหญ่ของโลก ให้คำมั่นว่าจะหยุดการตัดไม้ทำลายป่า และฟื้นฟูการสูญเสียป่าไม้ ภายในปี 2573
ทว่าการประเมินประจำปีเผยให้เห็นว่า การตัดไม้ทำลายป่าทั่วโลก กลับเพิ่มขึ้นมากถึง 4% เมื่อปีที่แล้ว และโลกยังคงไม่มีความคืบหน้าที่ดีขึ้น ในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
“เป้าหมายในปี 2573 นั้น ไม่เพียงเป็นเรื่องที่ดี แต่มันมีความจำเป็น ต่อการรักษาสภาพอากาศที่น่าอยู่สำหรับมนุษยชาติ” นางเอริน แมตสัน ผู้เขียนนำของการประเมินปฏิญญาป่าไม้ กล่าวเตือน
The "world's forests are in crisis," says a report by a coalition of environmental organizations. Despite attempts to end to deforestation by 2030, bigger areas from essential forests are being cut down every year. https://t.co/eZpFTOA55d
— DW News (@dwnews) October 24, 2023
อนึ่ง ป่าไม้เป็นทั้งแหล่งอยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ และเป็นตัวควบคุมสภาพอากาศโลก แต่การตัดไม้ทำลายป่าในปีที่แล้ว สูงกว่าระดับที่จำเป็นต่อการบรรลุคำมั่นมากกว่า 20% โดยโลกสูญเสียป่าไม้ราว 6.6 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ปฐมภูมิในภูมิภาคเขตร้อน
นอกจากนี้ รายงานการประเมินดังกล่าว ซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยกลุ่มสิ่งแวดล้อม กับองค์กรวิจัยมากกว่า 20 แห่ง ระบุว่า ความเสื่อมโทรมของป่าไม้ เช่น ไฟป่า และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ยังคงเป็นปัญหาใหญ่
แม้บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ รวมประมาณ 50 ประเทศ มีความคืบหน้าในการยุติการตัดไม้ทำลายป่า ทว่ามันกลับสร้างความเสี่ยงที่จะทำให้ความมุ่งมั่นเหล่านั้นอ่อนแอลง ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายใหม่เกี่ยวกับการสร้างงาน หรือการที่ระบบนิเวศแห่งอื่น ตกเป้าหมายแทนป่าไม้ที่ได้รับการคุ้มครอง
ทั้งนี้ รายงานยังยกย่องกฎใหม่ของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อขัดขวางการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ที่กระตุ้นให้เกิดการทำลายป่า พร้อมกับเรียกร้องให้มีการดำเนินการระดับโลกที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตลอดจนการลงทุนที่มากขึ้นเพื่อปกป้องป่าไม้ และการยุติการให้เงินสนับสนุนแก่ภาคส่วนต่าง ๆ เช่น การเกษตรที่ผลักดันการตัดไม้ทำลายป่า.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



